สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

มะเร็งระยะสุดท้าย
                                                 มะเร็งระยะสุดท้าย
                                  “ ทางเลือกผู้หมดกรรม”
                                                                จำรัส  เซ็นนิล   รวบรวม/เรียบเรียง
             หากคุณป่วยเป็นมะเร็งไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใดของอวัยวะในร่างกาย หรือเบาหวาน ความดัน ไมเกรน อัมพฤกษ์-อัมพาต เส้นเลือดตีบตัน โรคไต ภูมิแพ้ ไทรอยด์  งูสวัด สะเก็ดเงิน ไส้เลื่อน  กรดไหลย้อน กระดูกทับเส้น กระดูกผุ ต่อมลูกหมากโต ถ้าคุณได้อ่านเรื่องนี้ ก็เปรียบเสมือนสวรรค์ได้เปิดทางให้คุณเดินเข้าสู่เส้นทางชีวิตใหม่หมดเวร-หมดกรรม เหมือนหลายๆคนที่ผมได้ไปพบเห็นและสัมภาษณ์มา
          สืบเนื่องจากการที่ผมขับรถออกจากกรุงเทพฯมานับแรมเดือนเพื่อตระเวนค้นหายาดี ประสบการณ์ตรงของผู้ป่วยทั่วประเทศ นำมาเผยแพร่เป็นวิทยาทาน จวบจนกระทั่งเมื่อต้นเดือนเมษายน ๒๕๖๐ ขณะลัดเลาะไปตามเส้นทางถนนสายเก่าริมฝั่งแม่น้ำโขงของจังหวัดนครพนมถึงบ้านหนาด ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.นครพนม มองเห็นป้ายวัดป่าแก่งเมืองโบราณสถาน ที่เคียงคู่มากับอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ ทำให้ผมต้องขับรถเข้าไปกราบขอพร
   
     
            
    ที่วัดนี้ผมได้หาข้อมูลนำมาเขียนเผยแพร่มีหลายเรื่องที่น่าอัศจรรย์ลี้ลับยากแก่การพิสูจน์ ชาวบ้านต่างร่ำลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระธาตุเจดีย์โบราณ และได้พบกับพระอธิการประวิทย์ อัคคปัญโญ ท่านได้แนะนำสมุนไพรยาดี จนเป็นที่มาของการเดินทางมายังวัดศรีจำปาชนบท อ.พังโคน จ.สกลนคร
  
    
       
   ผมขับรถมาถึงวัดศรีจำปาชนบท อ.พังโคน จ.สกลนครช่วงบ่ายๆ สถานที่วัดร่มรื่นและที่สะดุดตาคือลานตากยาสมุนไพรหลายชนิดข้างๆ “อาศรมสมุนไพรเพื่อสุขภาพ” ผมเดินเข้าไปสอบถามสุภาพสตรีท่านหนึ่ง
ที่แต่งตัวชุดขาวกำลังง่วนอยู่กับการหั่นตากยาสมุนไพร ทราบว่าเป็นครูสอนที่โรงเรียนบ้านต้นผึ้ง อ.พังโคนชื่อบาลี พิชัย เคยป่วยเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้าย มีอาการปวดตามตัว ปวดท้องหน่วงๆเหมือนคนมีประจำเดือนมีเลือดไหลทะลักออกมาเป็นก้อนๆเป็นๆหยุดร่วม ๒ ปีกว่า จนสุดท้ายเลือดออกมากขึ้นจนหมดเรี่ยวแรงหามส่งโรงพยาบาล คนรอบข้างไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ ครูบาลีเล่าถึงจุดพลิกผันชีวิตให้ฟังว่า
     
              
       
    “ ดิฉันปฏิเสธการผ่าตัดฉีดคีโม หันมารักษาด้วยยาสมุนไพรได้ไปรักษากับหลวงพ่อพระครูถาวร ฐานวโรวัดเหวไฮ อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี หลังจากกินยา แช่ตัวด้วยสมุนไพร และประคบนวดแล้วดีขึ้นตามลำดับ เดินมาตามแนวทางธรรมชาติบำบัดร่วม ๓ปีก็หายเป็นปกติ จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยคนอื่นบ้างจึงเป็นจิตอาสามาอยู่ที่นี่ ใช้ชื่อว่า ครูอาวรณ์  ห่วงใย”
      หลังจากนั้นครูอาวรณ์ ได้พามานมัสการ
เจ้าอาวาสพระครูสุวัฒน  ประสิทธิคุณ ซึ่งในอดีตท่านก็ป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ตัวเหลืองซีด ทุกวันนี้หน้าตาท่านสดใสหายเป็นปกติ โดยการรักษาตามแนวทางธรรมชาติบำบัด กับหลวงพ่อพระครูถาวร ฐานวโร วัดเหวไฮ เช่นกัน

                  
          หลวงปู่คำ  ยสกุลปุตโต               เจดีย์พิพิธภัณฑ์บรรจุอัฐิธาตุอัฐบริขารหลวงปู่คำ

      พระครูสุวัฒน ได้เล่าให้ฟังว่า วัดศรีจำปาชนบทนี้ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๓ ขุนศรีปทุมวงศ์ เจ้าเมืองสกลนคร และนางหล้า ศรีปทุมวงศ์ ซึ่งเป็นน้องเขยและน้องสาวของหลวงปู่คำ ได้มีจิตศรัทธาบริจาคที่ดินเพื่อก่อสร้างเป็นวัดไว้ในบวรพระพุทธ ศาสนา มอบให้หลวงปู่คำ ยสกุลปุตโต  มีเนื้อที่ ๓๐ กว่าไร่
         ท่านมรณภาพเมื่อ วันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ด้วยโรคชรา ณ  สิริอายุรวม ๙๖ พรรษา ๔๒  ถวายเพลิงศพของท่าน เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๑
     “เมื่อวันที่  ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมุฎราชกุมาร(ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐)  เสด็จฯแทนพระองค์ ในการทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและยกฉัตร “เจดีย์พิพิธภัณฑ์บรรจุอัฐิธาตุอัฐบริขารหลวงปู่คำ ยสกุลปุตฺโต หลวงปู่ท่านเป็นพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น”
     ในส่วนของการตั้งอาศรมสมุนไพรเพื่อสุขภาพนั้นพระครูสุวัฒน เจ้าอาวาสเล่าว่า เคยช่วยหลวงปู่แฟบ สุภัทโท วัดป่าดงหวายสกลนครในการสร้างโรงพยาบาลแพทย์แผนไทย   และได้รู้จักกับหลวงพ่อถาวร ฐานวโร วัดเหวไฮ ที่มีความรู้เรื่องสมุนไพร ท่านสืบทอดจากโยมพ่อซึ่งถือเป็นตระกูลหมอยา
     หลวงพ่อถาวร ท่านเคยป่วยเป็นโรคกระดูกทับเส้น ริดสีดวง  ไส้เลื่อน ไปตรวจที่โรงพยาบาลมีความเห็นว่าจะต้องผ่าตัด แต่ท่านปฏิเสธ และได้หันมารักษาด้วยสมุนไพรจนหายและได้ทำยาสมุนไพรให้ความช่วยเหลือประชาชนเรื่อยมา ผู้ป่วยรู้กิตติศัพท์แห่กันมานับหมื่น ต้องใช้บัตรคิว เมื่อมีคนเยอะเนื่องจากแจกฟรีความวุ่นวายก็เกิดขึ้นค่าใช้จ่ายก็สูงแบกรับภาระไม่ไหวท่านจึงหยุดการแจกยาเรียกว่า “คว่ำหม้อยา”
   “ อาตมา ก็ได้รับอนุญาตให้นำตำรับยามาใช้รักษาสุขภาพตัวเอง พระเณรในวัดและญาติโยมที่มาวัดโดยแบ่งปันให้ฟรีไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายอะไร”

                         
               พระครูสุวัฒน  ประสิทธิคุณ กับต้นกล้าสมุนไพรยาใหญ่         สมุนไพรยาใหญ่
                  
         พระครูสุวัฒน ได้นำต้นสมุนไพรประดงดำและต้นสมุนไพรยาใหญ่มาให้ดูบอกว่าเป็นสมุนไพรหายากในประเทศไทยมีเพียง ๙ ต้น ต้นใหญ่ขนาด ๑๐ คนโอบ การนำมาทำยาเอาเฉพาะราก ต้องทำพิธีบวงสรวงก่อนที่จะนำรากมาใช้ซึ่งทุกครั้ง จะมีฝนโปรยลงมาตลอด โบราณเรียกว่า “ฝนเสน่หา” ทางวัดกำลังปลูกอนุรักษ์ไว้อยู่
         ส่วนตำรับยาสมุนไพรที่ใช้ดื่มมีตัวยาอยู่ร่วม ๕๐ ชนิดไม่ว่าจะเป็นกระจ้อนเน่า พลูคาว หญ้าปักกิ่ง  กระชายขาว เห็ดหลินจือแดง หนอนตายอยาก ข้าวเย็นเหนือ-ข้าวเย็นใต้ ซึ่งต้านมะเร็ง และ สมุนไพรประดงดำ ประดงข้อ ประดงเหลือง ประดงสามสิบสอง ซึ่งมีคุณสมบัติในการละลายลิ่มเลือด สมุนไพรกระดูกใส รักษากระดูกผุกร่อน สมุนไพรแต่ละตัวจะดูแลแต่ละส่วนในร่างกาย

                  
      ต้นสมุนไพรประดงดำ           แม่ครูอาวรณ์  ห่วงใย            ไวน์สมุนไพร

        ทุกตัวจะเสริมและแก้กันตามอัตราส่วนที่กำหนด ซึ่งจะใช้ต้มแล้วนำมาหมักกับน้ำตาลบริสุทธิ์ที่ไม่ผ่านการฟอกสี ใช้เวลาหมักจนได้แอลกอฮอล์ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ เพื่อแอลกอฮอล์จะได้นำตัวยาแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่ายขึ้น
      “แนวทางการรักษาก็แต่งขันธ์ ๕ ขอพรในการรักษาให้หายจากวิบากกรรม แล้วกินยาสมุนไพรซึ่งมีตำรับเดียว ใช้ตัวยาสมุนไพรร่วม ๕๐ ชนิดมีทั้งร้อนและเย็น ดื่มเพื่อกระทุ้งโรค ขับไขมัน ขับสารพิษสิ่งผิดปกติในร่างกายออกมา นอกจากนั้นเป็นการปรับสภาพ “หยิน-หยาง”ในร่างกาย  เรียกง่ายๆว่าปรับธาตุ”
      ผมนั่งสนทนากับท่านเจ้าอาวาส ระหว่างนั้นก็มีผู้ป่วยทยอยมาเรื่อยๆ การดื่มสมุนไพรครั้งแรกๆท่านบอกว่าผู้ป่วยจะมีอาการข้างเคียง บางคนจะอ่อนเพลียและปวดเมื่อยตามร่างกาย มีผดผื่นและคันตามร่างกาย มีอาการง่วงนอน มีอาการขับถ่ายบ่อยขึ้น    นอกจากกินยาแล้ว ที่วัดยังให้ผู้ป่วยนอนแช่น้ำยาสมุนไพรด้วย ความร้อนพอทนได้ สลับกับแช่น้ำเย็นในอ่าง หลังจากนั้นก็จะนวดประคบอีก 
    “ มะเร็งทุกชนิด โดยเฉพาะมะเร็งเม็ดเลือดขาว  มะเร็งเต้านม เกล็ดเลือดต่ำ ไตระยะสุดท้าย เบาหวาน ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ภูมิแพ้ ไทรอยด์ ไมเกรน สะเก็ดเงิน งูสวัด เรียกว่าสารพัด ถ้าหากธาตุเราดีร่างกายทำงานปกติภูมิต้านทานดี มันจะเยียวยามันเอง เรียกว่าเรามาฟื้นฟูให้ร่างกายแข็งแรงเพื่อต้านโรคดีกว่า
         วัดมีเมรุ แต่ไม่อยากเผาคน อาตมาอยากช่วยคน 
“ แก้โรคกรรม” หมั่นทำความดีคิดบวกต้องหลุดพ้นจากบ่วงกรรม ใครได้มาที่นี่ก็เหมือนใกล้หมดเวรหมดกรรม พบหนทางสว่างสู่อนาคตที่ดี ครอบครัวอบอุ่น”
      ผมได้มีโอกาสดื่มสมุนไพรตำรับดังกล่าว รสชาติเหมือนไวน์ครับ น้ำยาสีออกแดงเข้มๆเหมือนไวน์องุ่นแดง กินง่าย ตามด้วยน้ำยาสมุนไพรร้อน วันนั้นผมอยู่ที่วัดร่วมสามสี่ชั่วโมงดื่มสมุนไพรต่อเนื่องไม่หยุดพอยกแก้ว แม่ครูอาวรณ์ ก็จะรินให้อีก ท่านบอกกินเลยให้ต่อเนื่องเป็นการกระทุ้งโรคฮ่าๆๆๆ
   “ คุณจำรัส เดี๋ยวลงแช่สมุนไพรเลย เตรียมไว้ให้แล้ว แช่นานๆนะเพราะตัวยาเข้มข้นมาก ” แม่ครูอาวรณ์ มากระซิบ
  “ ผมไม่ได้เตรียมเสื้อผ้ามาเปลี่ยนครับ”
  “ ไม่เป็นไร ครูได้ให้น้องๆเขาเตรียมให้แล้ว คุณจำรัส จะได้รู้ด้วยตัวเองว่า มันโล่งปลอดโปร่งเบาตัว เสร็จแล้วจะได้ประคบสมุนไพรให้อีก รับรองอาทิตย์เดียว เลือดลมไหลดี จะหนุ่มขึ้นแน่นอน ”
       คำว่า “หนุ่มขึ้นแน่นอน” ของแม่ครู มันก้องหูผม ฮ่าๆๆๆ ต้องขอบคุณท่านเจ้าอาวาส แม่ครูอาวรณ์ และน้องๆ คอยดูแลอย่างดี ก่อไฟต้มยาไว้ให้แช่เท้า -แช่ตัว และนึ่งลูกประคบเตรียมประคบให้ แถมเจ้าอาวาสยังนำขนมมาให้กินอีกเพื่อไม่ให้ท้องว่างก่อนกินยา ฮ่าๆๆๆ

   
                
                   แปลกมากผมกินยาแล้ว ฝายลม ( ตด)  ไม่หยุดสงสัยจะมีแก็สเยอะ ฮ่าๆๆๆ แม่ครูอาวรณ์ยังเล่าว่ามีผู้ป่วยเบาหวานป่วยมา ๑๗ ปีเข้าออกโรงพยาบาลกินยาเป็นอาหารตัวเหลืองซีด หลังมาที่นี่กินยาแช่น้ำสมุนไพร ๔-๕ วันเห็นความเปลี่ยนแปลงเนื้อตัวแดง หน้าตาเปล่งปลั่งจนผิดหูผิดตา เพียง ๑ เดือน ค่าเบาหวานหายไป
                ผมได้พูดคุยกับผู้ป่วยหลายคน กรณี ลุงฤทธิไกร พิมพ์มหา อดีตทหารผ่านศึก อายุ ๗๕ ปี หนึ่งในผู้ป่วยเบาหวานที่มารับยาที่วัดได้เล่าให้ผมฟังว่า
    “ ผมเป็นเบาหวานกลางคืนต้องลุกปัสสาวะมากถึง ๗- ๘­ ครั้ง เดินทางไปไหนต้องแวะปั๊มเข้าห้องน้ำเป็นระยะๆ ชั่วโมงละ ๒ ครั้ง น่ารำคาญมาก และก็มีแผลเบาหวาน รักษากับแพทย์แผนปัจจุบัน ๓ เดือนแล้วไม่ดีขึ้น มาที่นี่กินยา อาทิตย์เดียว เบาหวานดีขึ้นเป็นลำดับ ปัสสาวะน้อยลงเกือบปกติแล้ว แผลเบาหวานหายแล้ว วันนี้มาเอายาเพิ่ม”
            
   
                                                                                            ลุงฤทธิไกร พิมพ์มหา
         อีกรายคุณอุทัย  นรสาร บ้านอยู่พังโคนสกลนคร เป็นโรคมะเร็งตับระยะสุดท้าย อาการคือปวดท้องรุนแรงตอนแรกนึกว่าเป็นโรคกระเพาะ ตัวเหลือง อัลตร้าซาวด์พบก้อนอยู่ในกระเพาะหมอให้กินยาวันละ ๒ ขวด หมดไป ๒๖ ขวด ก็ไม่หายปวดทรมานจน หมอไม่รับแล้ว หมอบอกถ้าเป็นไปได้ให้ไปหาหมอเทวดา เหมือนเป็นการชี้แนะให้ไปพึ่งหมอสมุนไพร
       “มารักษาที่นี่ ท่านให้กินยา ๓ วันแรกเหงื่อออกมากเหม็นคาวเหมือนคนใกล้ตายเขาเรียกเหงื่อกาฬ ตับร้อนระอุเลย ผมกินทุก ๓ ชั่วโมง ให้มันกระทุ้งโรค โอ้โห้ ช่วง ๗ วันแรกที่กินยา ถ่ายท้องคืนละ ๔-๕ ครั้งเหม็นคาว ผมรักษามาเพียง ๑ เดือน ตอนนี้ไม่มีปวดอีกเลย” เสียดายมัวแต่ตื่นเต้นซักถามเลยลืมบันทึกภาพคุณอุทัย มานึกได้คุณอุทัยกลับไปแล้ว ฮ่าๆๆ
       พี่ชายของพระพรสมบัติ สุมังคโร ที่บวชอยู่ที่วัดนี้ก็ป่วยหมอตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งลำไส้ ใหญ่
หลังกินยาที่วัดนี้แล้ว หมอส่องกล้อง ลำไส้สะอาดมากจนหมอสงสัยท่านเจ้าอาวาสเล่าประสบการณ์ผู้ป่วยให้ฟังเพราะคนที่มารักษาจะมีสมุดลงทะเบียนเก็บไว้ด้วย อย่างกรณีผู้ป่วยที่ อ.สำโรง จังหวัดสมุทรปราการป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ผ่าตัดฉีดคีโม ผมร่วง มะเร็งลามมาที่ปอด ฉายแสงจนครบเอาไม่อยู่ มากินยาปฏิบัติตัวตามคำแนะนำ ปัจจุบันหายเป็นปกติ
        เย็นวันนั้นผมได้พบกับคุณวัชรินทร์  พรหมโสภา บ้านอยู่ อ.ส่องดาว สกลนคร เป็นอดีตข้าราชการบำนาญ ไม่น่าเชื่ออายุหกสิบกว่าแล้วแต่หน้าตาหนุ่มมาก เดินทางมากับพี่สาวชื่อคุณกลิ่น มาลา มีโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน และมีไขมันในเส้นเลือดทำให้เส้นเลือดตีบตัน รักษาอย่างไรก็ไม่หาย พักอยู่ที่กรุงเทพฯก็เครียด นอนไม่หลับ นั่งสายตาเหม่อลอย เหมือนคนสิ้นหวัง ถามคำตอบคำตัดสินใจจะมาอยู่ที่บ้านสกลนครคิดว่ามาตายบ้านดีกว่า
     “พี่มาที่นี่เป็นครั้งที่ ๓ แล้ว พี่สุขภาพดีขึ้นมาก แต่ก่อนหน้าตาซีดเซียวเหมือนคนอมโรค ตอนนี้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า  มีแรงขึ้นเยอะกินข่าวได้ นอนหลับสบาย” 

                  
             คุณกลิ่น  มาลา                     คุณวัชรินทร์   พรหมโสภา

     ส่วนคุณวัชรินทร์ ก็เล่าให้ฟังว่าตัวเองนั้นหลังเกษียณก็หันมาทำเกษตรพอเพียงที่บ้าน อยู่ๆก็เกิดปวดหลังตัวงอ เข่า ๒ ข้างไม่มีแรงเดินไม่ได้ หมอลงความเห็นว่าเป็นหมอนรองกระดูกผุ รักษาจนไม่รู้จะรักษาอย่างไร ฝังเข็มก็เคยไม่หาย นึกว่าชีวิตนี้หมดหวังแล้ว หน้าตาซูบผอมมีริ้วรอยเรียกว่าโทรมมาก
      “ ผมได้มารักษาที่นี่ กินยาเพียง ๑ อาทิตย์ ตื่นเช้ารู้สึกแปลกๆความรู้สึกมันดีขึ้น แต่พอวันที่ ๔ ที่ ๕ เป็นไข้หนัก ถ้าจะว่าไปแล้วเหมือนธาตุขันธ์แตก แต่พอหลังจากนั้นก็จะโล่งตัวเบาเริ่มมีเรี่ยวแรง กินยารักษามาพอสัปดาห์ที่ ๕ ผมเริ่มลุกเดินได้ ริ้วรอยที่หน้าตาหายไป ผมว่าเหมือนกับตัวยาสมุนไพรนี้มันไปกระตุ้นหรือไปสร้างสเต็มเซลล์ขึ้นใหม่ ทำให้รู้สึกฟื้นตัวเร็ว อย่างผมหมอว่ากระดุกผุหมดทางแล้ว ตอนนี้ผมนั่งสบาย ไม่ปวดเลย    
       ผมจะมาแช่น้ำสมุนไพรบ่อยๆ ให้พังผืดมันละลายสลายไป และก็กินยาควบคู่ไปด้วย พร้อมกับการนวดประคบเพื่อให้ท่อเลือดและเม็ดเลือดไหลสะดวก  เมื่อ กินยาแล้ว จะระบายขับถ่ายดี กินข้าวได้เยอะ  มีหลายคนมาทักว่าผมหนุ่มขึ้นนะครับ”
     ในอดีตผมเคยเห็นผู้ป่วยมะเร็งตับส่วนใหญ่ท้องจะบวมโต การรักษามีแต่ทรงกับทรุดและเสียชีวิต ด้วยความสงสัยผมได้ถามพระครูสุวัฒนว่า กรณีผู้ป่วยมะเร็งตับส่วนใหญ่ท้องจะบวบที่ผ่านมามีประสบการณ์การรักษาไหมครับ
   “ มี ก็ให้จิบยาสมุนไพรไปเรื่อยๆ จะค่อยๆยุบไป มีรายหนึ่งหมอโรงพยาบาลบอกอยู่ได้ไม่เกิน ๓ เดือน มาแก้กรรม-อธิษฐานจิตรักษาที่นี่ อาการป่วยก็ดีขึ้นเรื่อยๆ”     ท่านได้เดินไปหยิบหนังสือลงทะเบียนผู้ป่วย ส่งให้ผมดู มีรายชื่อนักธุรกิจ ข้าราชการชาวบ้าน แม้กระทั่งหมอโรงพยาบาล ยังพาครอบครัวมา มีแทบทุกจังหวัด บางคนรักษาหายแล้วก็นำพระพุทธรูปพระประธานองค์ใหญ่มาถวายวัด
                   
   “ ก่อนโยมจำรัสมา อ่างแช่สมุนไพรเป็นอ่างปูน ที่เห็นอ่างแช่สมุนไพร ๒ อ่างในห้อง ก็มีโยมถวายมาเพิ่งสร้างเสร็จไม่ถึง ๓ วันนี่เอง” 
        แสดงว่าผมโชคดีได้นอนแช่สมุนไพรอ่างใหม่ ฮ่าๆๆ ระหว่างที่ผมนอนแช่น้ำสมุนไพร ก็คิดไปว่า กว่าจะหาสมุนไพรมาได้ ก็ยาก ต้องมาปรุงต้ม ไหนจะถ่านจะฝืน แล้วเรานอนแช่ น้ำสมุนไพรเต็มอ่าง นอนแช่คนเดียว  เราแช่เสร็จก็เททิ้งเปลี่ยนใหม่ให้คนอื่น ต้องเปลืองแน่ๆ แล้วทางวัดก็ไม่ได้เรียกร้องค่าหยูกยา จะยืนหยัดอยู่ได้อย่างไร    ถ้าทุกคนช่วยกันตามกำลังศรัทธา คงช่วยคนป่วยได้อีกเยอะ ดีกว่าไปสัมมะเลเทเมา คนมีช่วยคนจน น่าจะได้กุศลเยอะ คนที่มาช่วยทำในวัดก็จิตอาสา ก็ขอฝากวิงวอน ทุกคนใส่ใจ ตามกำลังศรัทธา เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยให้พ้นจากความทุกข์ทรมาน มีน้อยช่วยน้อย มีมากช่วยมาก    เรื่องบารมี บุญ  ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน มันจะกลับทดแทนเราไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่ที่ได้รับแน่ๆ คือ
“ความสุขใจ”
        การเดินทางมาที่วัดศรีจำปาชนบท อ.พังโคน จ.สกลนคร มาจากที่ไหนก็ตามให้มาให้ถึง ๔ แยกในตัวอำเภอพังโคนสอบถามแม่ค้าพ่อค้าชาวบ้านในตลาดรู้จักกันดี ห่างจาก ๔ แยกอำเภอพังโคนไม่ถึงกิโลครับหรือจะติดต่อสอบถามนัดหมาย ที่แม่ครู อาวรณ์  ห่วงใย ที่หมายเลข  ๐๙๑-๗๙๔-๑๔๙๑   ผมเป็นเพียงผู้แนะนำ สิทธิในการรักษาเป็นเรื่องของท่านที่จะตัดสินใจ ขอให้โชคดี ครับ

                                                        --------------------------  
                                                                                                                          
 
 
 
 
   
 
  
 
   
 
  

สายตาฝ้าฟาง
                                    สายตาฝ้าฟาง
                            “ตำรับหมอยาพื้นบ้าน”
                                           จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
        คนเราพออายุมากขึ้น สายตาก็เริ่มมีปัญหา มองอะไรรู้สึกมันไม่คมชัด การมองเห็นจะถดถอยลงไป สายตาจะพร่า มัว บางคนก็เรียกตาฝ้าฟาง คำว่ามัว ก็คือไม่กระจ่าง ฟางก็หมายถึง เห็นไม่ถนัด ฝ้าก็คือขุ่นมัว คำว่าฝ้าฟางรวมกันแปลว่าขุ่นมัว ทำให้เห็นไม่ถนัด ก็ต้องอธิบายความหมายกันก่อนเพื่อป้องกันการสับสนนะครับ ฮ่าๆๆ
      จะว่าไปแล้วก็คือ จอประสาทตาเริ่มเสื่อม บางคนจดจ้องอยู่กับการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ยิ่งสมัยนี้หลายคนติดเล่นไลน์จนไม่ได้หลับได้นอน ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ฮ่าๆๆ
      สำหรับภูมิปัญญาที่หมอยาพื้นบ้านสืบทอดกันมาในการบำรุงสายตา แก้อาการตาพร่าตามัว สายตาฝ้าฟาง ก็มีสมุนไพร โปร่งฟ้า ใบหม่อนและใบเตย หลายคนจดจำนำไปใช้บอกลูกบอกหลาน แต่อีกหลายคนลืมไปหมดแล้วฮ่าๆๆ

 
                             สมุนไพรโปร่งฟ้า
      พูดถึงสมุนไพรโปร่งฟ้าสรรพคุณมากมายนอกจากรักษาอาการสายตาฝ้าฟางแล้ว ยังมีฤทธิ์ต่อต้าน มะเร็ง
 เบาหวาน เส้นเลือดตีบตัน สมองเสื่อม อัมพาตได้อีกด้วย  สมุนไพรโปร่งฟ้ามีชื่อเรียกหลายชื่อ บ้างก็เรียกส่องฟ้า หวดหม่อนต้น  หัสคุณดง  ลอดฟ้า
     สมุนไพรโปร่งฟ้าเป็นหนึ่งในตำรายาไทย ที่ขึ้นชื่อใช้สลายครอเลสเตอรอล แก้เส้นเลือดตีบตัน ต้านมะเร็ง เบาหวาน ความจำเสื่อม บำรุงสายตา แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ  อัมพาต ครั้งหนึ่งที่เดินป่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่กาญจนบุรีเคยแนะนำให้ผมลองดื่ม จึงได้รู้จักรสชาติของโปร่งฟ้าว่า มีรส หอม หวาน ร้อน เผ็ด ซ่าส์ฮ่าๆๆๆ
  
      ใบหม่อน                                       ลูกหม่อน

    สำหรับใบหม่อนมีสรรพคุณบำรุงสายตา ป้องกันโรคเบาหวาน ลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด และช่วยขจัดไขมันส่วนเกินในร่างกายได้ดี ใบหม่อนมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบทุกชนิด มีแคลเซียมสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญหลายชนิด เช่น เควอซิติน (quercetin) แคมเฟอรอล (kaempferol) และ รูติน(rutin)
   ส่วนใบเตย นอกจากบำรุงสายตาแล้ว ยังบำรุงประสาทแก้อาการอ่อนเพลีย  บำรุงหัวใจ ลดความดัน รักษาเบาหวาน รักษาโรคหัด  บรรเทาโรคข้อและโรครูมาตอยด์ การรักษาโรครูมาตอยด์คนสมัยก่อนจะนำใบเตยประมาณ ๓ ใบสับพอละเอียดผสมน้ำมะพร้าวลงไปเล็กน้อยคนให้เข้ากันแล้วไปทาบรรเทาอาการปวดและการอักเสบของข้อ อีกตำรับคือการย้อมผมดำ ถึงแม้ใบเตยจะมีสีเขียวแต่เมื่อนำมาต้มจนเป็นสีเขียวเข้มแล้วมาผสมกับน้ำลูกยอต้ม คุณจะได้สีย้อมผมสีดำที่คืนความดำเงาให้เส้นผมแบบไม่เสี่ยงต่อสารเคมีครับ
        เราได้ทราบประโยชน์ของสมุนไพรโปร่งฟ้า ใบหม่อนและใบเตยแล้ว คราวนี้ลองมาทำสูตรเด็ดแก้สายตาฝ้าฟางตามตำรับภูมิปัญญาไทยกันครับ
   ใช้ใบสมุนไพรโปร่งฟ้า ๑  กำมือ ใบหม่อน ๑ กำมือ ใบเตยหนึ่งกำมือ ใส่หม้อเติมน้ำท่วมยา ต้มให้เดือด ดื่มครั้งละ ๑  แก้วก่อนอาหาร ๓ มื้อ หรือจะใช้ส่วนผสม โปร่งฟ้า ๑  ขีด ใบหม่อน ๑ ขีด ใบเตย ๑ ขีด น้ำ ๓ ลิตรก็ได้ครับ
   เพียงแค่นี้ท่านก็ได้ตำรับยาสมุนไพรรักษาอาการสายตาฝ้าฟางแล้ว แถมยังทำให้สุขภาพแข็งแรงห่างไกลจากโรคมะเร็ง เบาหวาน เส้นเลือดตีบตัน สมองเสื่อม อัมพาตได้อย่างสบายใจ ฮ่าๆๆ
                                              ------------------------------------------
 
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม
www.Jamrat.net 

มะเร็งตับ
                 มะเร็งตับและยาอายุวัฒนะ 
      “ ตำรับลับจากเทือกเขาควายแดนลาว”
                                       จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง

           ทันทีที่ทราบข่าวว่ามีสมุนไพรดีใช้บำบัดอาการโรคมะเร็งตับ จากอาจารย์สมพงษ์  อุมะวรรณ อดีตผู้อำนวยโรงเรียนอุเทนพัฒนา อ.ท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ทำให้ผมร้อนรุ่มอยากไปสัมภาษณ์ เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นมะเร็งตับแล้ว มักจะยื้อยุดฉุดเวลาประวิงไว้เท่านั้น จะมีอาการบวมและเสียชีวิตไปในที่สุด            
          ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับในระยะแรกมักไม่ค่อยมีอาการแสดง กว่าจะได้รับการวินิจฉัยครั้งแรกก็มักอยู่ในระยะท้ายของโรคแล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องโดยเฉพาะบริเวณข้างขวาส่วนบน ในบางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปที่หลังหรือไหล่  ท้องบวมขึ้น น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ  เบื่ออาหาร ไม่รู้สึกอยากอาหาร  รู้สึกอ่อนเพลีย  มีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ  คลำพบก้อนที่บริเวณตับ   ตัวเหลืองและตาเหลือง
          การรักษาที่ดีที่สุดสำหรับมะเร็งตับ คือ การป้องกันและตรวจคัดกรองหามะเร็งตับ เนื่องจาก ๙๐% ของมะเร็งตับเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี ผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีและซีจึงมีโอกาสเป็นโรคตับแข็งและมะเร็งตับสูง หากมีมะเร็งตับเกิดขึ้น มะเร็งตับจะโตขึ้นเป็น ๒ เท่าภายในเวลา  ๓-๖ เดือน    
                  
         ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ผมนัดหมายกับอาจารย์สมพงษ์  เพื่อเดินทางไปสัมภาษณ์เรื่องสมุนไพรที่ใช้เยียวยารักษามะเร็งตับ ที่บ้านครูเชาว์  ช่วงชิง อดีตครูใหญ่โรงเรียนบ้านปากทวย  อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม  ต้นเรื่องที่มาของสมุนไพรดังกล่าว  ซึ่งปัจจุบันครูเชาว์พักอาศัยอยู่ที่อำเภอท่าอุเทน ห่างจากตัวเมืองนครพนม ๒๕ กิโลเมตร
          วันนั้นพอรถเลี้ยวเข้ามาจอดหน้าบ้านท่านกวักมือให้มานั่งที่ศาลาทรงไทย พร้อมหอบหิ้วขวดยาดองขนาดยักษ์มาวางบนโต๊ะ ตามธรรมเนียมก็ต้องชิมก่อนการสัมภาษณ์ให้รู้รสชาติเสียก่อนฮ่าๆๆๆ : ซ่าส์ ไปตามลำคอ กลมกล่อมมาก ขนานต่อมาคือยาอายุวัฒนะเป็นยาเม็ด ซัดไปอีก อีก ๔ เม็ด สบายไปเลยฮ่าๆๆ
                     
          ครูเชาว์ ช่วงชิง ท่านเล่าให้ฟังว่า พื้นเพเดิมเป็นคนบ้านน้ำคำ ต.นาสะไม อ.ตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี หลังเรียนจบครูที่บ้านเกิด ก็ได้มาสอนอยู่ที่ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ต่อมาได้ลาออกจากราชการครูก่อนกำหนด  ด้วยการที่ชื่นชอบเรื่องสมุนไพรมาแต่เด็กๆ จึงได้หันมาศึกษาเรื่องราวของยาสมุนไพรอย่างจริงจัง เดินทางเสาะแสวงหาตัวยาตลอดทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาวประเทศเพื่อนบ้าน จนคุ้นเคยกับชาวบ้านตามแนวชายแดนเป็นอย่างดี         
         “ ผมได้รู้จักกับนายช่างโฮม หรือคุณชำนาญ อยู่ที่จังหวัดหนองคาย แนะนำมาว่า มีเพื่อนป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ ไปตรวจที่คลินิกหมอบอกว่าอยู่ได้ ๖-๗ เดือน  แต่หลังจากนั้นหมอก็ยังเห็นผู้ป่วยผ่านไปผ่านมาที่หน้าคลินิก เลยสอบถามและขอตรวจใหม่อีกครั้ง ปรากฏว่าร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ทุกอย่างจนหมอประหลาดใจมาก”
               
         
   ซ้าย ผอ.สมพงษ์   ขวา ครูเชาว์
        ครูเชาว์อยากได้ตำรายาสมุนไพรรักษามะเร็งตับมาก จึงขอสูตรแต่เพื่อนมีข้อแม้ว่าต้องบอกสูตรยาอายุวัฒนะ “พระอินทร์บอก”  ที่ครูเชาว์มีอยู่ซึ่งตำรับยานี้ทำให้ครูเชาว์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในแถบนี้ เหมือนกัน สรุปคือต้องแลกสูตรยากัน จึงจะได้  ว่ากันว่า หมูไปไก่มาว่างั้นเถอะ
       เมื่อได้ตำรายามาแล้วจึงนำมาทดลองใช้กับคุณจิตราภา  ศิริกุล น้องเมีย ซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งตับหมอตรวจบอกว่าตับโตขึ้น ๕ เซ็นติเมตรแล้วญาติๆต้องมานั่งคุยกันเตรียมจัดงานศพแล้วเพราะอาการน่าเป็นห่วง ตัวผอมกินข้าวไม่ได้ท้องก็โต  กลางคืนนอนปวดท้องทรมานมาก หลังให้กิน ๑  ช้อน ตื่นเช้ามาโทรบอกว่าเมื่อคืนนอนได้ทั้งคืนไม่ปวด หลังจากนั้นก็เลยให้กินเช้า-เย็น กินต่อเนื่องจนหมดตัวยาที่ให้ไว้ประมาณ ๑ ขวดแบนเหล้า กินจนมะเร็งมันฝ่อ ปัจจุบันหายมาเป็นปีแล้ว  ครูเชาว์ยังบอกอีกว่า              
      “ ตำรายานี้ นำสมุนไพรหลายชนิดหนึ่งในนั้นมี สมุนไพรหมากแหล่ (ดำ) และยาหัวจากเทือกเขาควาย ซึ่งเป็นเทือกเขาใหญ่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาสูงมาก เทือกเขานี้เกจิอาจารย์ดังๆบ้านเราส่วนใหญ่จะต้องมาธุดงค์ที่นี่ เมื่อได้สมุนไพรแล้วนำมาดองกับเหล้าที่กลั่นจากข้าวเท่านั้น เพราะเหล้าขาวที่จำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป จะมีส่วนผสมของกากน้ำตาลจากอ้อย ปุ๋ยยูเรียและน้ำกรด”
        ผมเพิ่งทราบว่าเหล้าขาวที่จำหน่ายทั่วไปมีส่วนผสมที่น่ากลัวคือน้ำกรดด้วย แต่แปลกเหล้าขาวที่กลั่นจากข้าวอย่างเดียวภูมิปัญญาไทยที่ใช้เป็นยากลับไม่ได้รับการสนับสนุน ใครผลิตกลายเป็นสุราเถื่อนถูกจับ
       “ เหล้าขาวที่กลั่นจากข้าวฝั่งลาวมีเยอะครับ ใช้เหล้าขาวที่ทำจากข้าว ดองตัวยาสมุนไพรไว้ ๑ ปี จะมีสรรพคุณทางยาสูง”  ครูเชาว์ให้ความมั่นใจ
     และรายต่อมาเป็นเพื่อนครูด้วยกันป่วยแล้วไปตรวจที่โรงพยาบาลพบมีไวรัสซีถึง ๓๕ ล้านตัว กินยาโรงพยาบาลบาลด้วยและนำตัวตัวยานี้ไปกินด้วย ผลปรากฏว่าไปตรวจอีกครั้งไม่มีไวรัสหลงเหลืออยู่เลย  ตำรับยานี้ไม่ต้องกลัวของแสลงกินได้ทั้งหมด ขอให้กินเหล้าได้ รอดแน่ กรณีพี่ชายของครูเชาว์ชื่อเจริญ ป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ รักษาแผนปัจจุบัน หมอห้ามกินเหล้า ก็ไม่ได้ให้กินตำรับยานี้ ผลสุดท้ายก็เสียชีวิต
      ส่วนตำรายาอายุวัฒนะ “พระอินทร์บอก” ตำรับนี้ได้จากพระธุดงค์ไปพบหีบโบราณในถ้ำภูเขาควายเปิดดูเป็นภาษาขอม มีสูตรยาอายุวัฒนะ  “พระอินทร์บอก”  มีเรื่องเล่าว่าพระครูเมืองล้านช้างอายุ ๓๒๐ ปี อยู่จนเบื่อหน่ายขอลาตาย เนื่องจากเบื่อโลกเพราะอายุยืน
       ครูเชาว์เล่าว่าตำรับยาอายุวัฒนะหมายถึงกินแล้วร่างกายมีความสมดุล ขับถ่ายดีแข็งแรง มีความพร้อมไว้ต้านทานโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ  แต่ก่อนกินวิ่งได้ ๕๐๐ เมตรหลังกินแล้ววิ่งได้เป็นกิโล ไม่เหนื่อย และสิ่งที่ตามมาอย่างน่าอัศจรรย์คือ นกเขาจะขันดีเป็นพิเศษ และคนที่ผมหงอกก็จะกลายเป็นดำ แถมอายุยืนอีกต่างหาก  ส่วนคนที่หน้าเป็นฝ้าเมื่อกินแล้วฝ้าก็จะหาย                     
        สำหรับตำรับยาอายุวัฒนะมี ๒ ขนานต้องกินควบคู่กัน เพื่อปรับธาตุร้อน-เย็นคนจีนเรียก หยิน-หยาง
            ขนานที่ ๑ สูตรยาเย็นมีตัวยาดังนิ้   สมุนไพรสุกในดิน คือขมิ้นชัน   บินอากาศคือ น้ำผึ้ง  สมุนไพรพาดงาไม้ คือบอระเพ็ด สมุนไพร หงายธรณี คือ หญ้าแห้วหมู  สมุนไพรสีบ่เศร้า คือใบศรีชมชื่น  สมุนไพรเฒ่าบ่เป็น คือใบหญ้านาง
           ขนานที่ ๒ สูตรยาร้อนมีตัวยาดังนี้ มีลูกจันทร์  มหาหิงคุ์  ยาดำ (ยาดำจากยางไม้ชนิดหนึ่งในเมืองจีน มีฤทธิ์ขมมากเป็นตัวสมานกระตุ้นให้ยาอื่นออกฤทธิ์)  พริกไทยดำ น้ำมะกรูด การบูร น้ำผึ้ง ทั้งสองขนานตากแดดให้แห้งแล้วบดให้ละเอียด ผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอน กินเช้า สูตรยาร้อน ๒ เม็ด สูตรยาเย็น ๒ เม็ดรับรองแข็งแรงกลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้ง ฟิตเปรี้ยะหายห่วงฮ่าๆๆ

                                            

        ในการหาตัวยาสมุนไพรที่ค่อนข้างหายากและขั้นตอนการผลิตที่จะต้องตากแห้งแล้วบดผสมในอัตราส่วนที่หักล้างความเป็นพิษและเอื้อต่อสรรพคุณทางยาพร้อมทั้งความชำนาญพิเศษ แนะนำให้ ติดต่อ อาจารย์เชาว์ ช่วงชิง ได้เลยครับ ที่โทร ๐๘๕-๐๐๙-๖๔๔๓
         พูดถึงเรื่องมะเร็งหรือคนโบราณมักจะพูดว่าเป็นฝีในอวัยวะภายในร่างกาย  หมอพื้นบ้านจะมีสูตรเด็ดที่สืบทอดกันมายาวนาน และบางตำรับก็หายสาบสูญไปอย่างน่าเสียดาย  มีตำรับหนึ่งที่มีพระธุดงค์ได้รับมาจากจากสายพระป่า ผมเคยแนะนำไปแล้ว ก็ถือเป็นสุดยอดยา นั่นคือสมุนไพรกลั่นตำรับ
“ธุดงค์เก้าดอย”  มีสมุนไพรหลายชนิด ของพระธุดงค์ที่นำออกเผยแพร่ให้กลุ่มหมอยาเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ หากผู้ป่วยรักษาทางอื่นจนสุดทางเยียวยาแล้ว ก็ลองใช้ดู เผื่อหมดเคราะห์กรรมก็เป็นได้ เพราะมีผู้ป่วยที่เดินทางตามแนวทางธรรมชาติบำบัดพร้อมดื่มสมุนไพรดังกล่าวฝีภายในจะค่อยๆยุบหายไป  ชีวิตก็ดีขึ้นตามลำดับ สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าลองดู “ลางเนื้อ ชอบลางยา” โทร ๐๘๓-๓๒๘-๙๙๔๙   แบ่งปันความสุข ช่วยเหลือสังคมร่วมกันครับ
                                                            -----------------------------
 
     
        
 
                                            

มะเร็ง-กรดไหลย้อน-/เบาหวาน-บำรุงกระดูก

มะเร็ง-กรดไหลย้อน-/เบาหวาน-บำรุงกระดูก        
“ บำบัดด้วยผักชีลาว”
                
                             จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง

           ผักพื้นบ้านที่มีใบเล็กๆเป็นฝอยมีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ มักถูกนำมาปรุงเป็นอาหารเมนูเด็ดของคนอีสาน ใบสดและใบแห้งใช้โรยบนอาหารประเภทปลาเพื่อดับกลิ่นคาว ใบใส่แกงอ่อมแกงหน่อไม้ห่อหมกทำให้รสชาติอาหารอร่อยเป็นผักคู่ครัวไปโดยปริยาย จนได้รับการขนานนามว่า “ผักชีลาว” ฮ่าๆๆ
                
          ผักชีลาวมีประโยชน์สารพัด ตั้งแต่ปราบมะเร็ง แก้กรดไหลย้อน เบาหวาน บำรุงกระดูกและฟัน  อาการนอนไม่หลับ ลดไขมัน  แก้ไข้หวัด บำรุงตับ  เพิ่มน้ำนมให้หญิงในช่วงมีบุตร ระบบขับถ่ายดี มิน่าคนสมัยก่อนจึงได้นำมาปรุงอาหารกิน ทำให้ร่างกายแข็งแรง
         มีผลการวิจัยบอกว่าน้ำมันหอมระเหยในผักชีลาวมีประสิทธิภาพต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา ซึ่งทำให้อาหารเป็นพิษ จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรเลีย พบว่าสารสกัดจากเมล็ดผักชีลาวสามารถเก็บได้นานถึง ๓๕ ปี และสามารถฆ่าเชื้อแอสเปอร์กิลลัส ไนเจอร์ เชื้อแคนดิดา อัลบิแคนส์ หรือแม้แต่เชื้อยีสต์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารได้           
        
สรรพคุณทางยาของผักชีลาวมีมากมาย มีทั้งแร่ธาตุอย่างแคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และธาตุเหล็ก อีกทั้งยังมีเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ และวิตามินบีอีกด้วย ช่วยในการทำงานของกระเพาะ ช่วยย่อยอาหาร แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ลดความดันโลหิตสูง ขยายหลอดเลือดและกระตุ้นการหายใจ และทำให้มีน้ำนมเพิ่มมากขึ้นในคุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตร และลดการเกิดโคลิก (Colic) ในทารกเมื่อกินนมแม่อีกด้วย
        แม้แต่ในตำราแพทย์แผนไทยก็มีระบุไว้ในการบำบัดรักษา แก้บวม  เหน็บชา ขับเหงื่อ แก้หอบ บำรุงปอด แก้ไอ แก้ลมที่ทำให้สะอึก แก้ลมวิงเวียน บำรุงม้ามและตับ
        ประโยชน์ของผักชีลาวเยอะมากมายขนาดนี้ ต้องหามากินนะครับ สำหรับผมเคยกินเมี่ยงปลาเผาที่จังหวัดบึงกาฬยังประทับใจไม่หาย กินปลากับผักพื้นบ้านที่ชาวบ้านปลูกเอง สดจากสวน หนึ่งในนั้นมีผักชีลาวรวมอยู่ด้วย วันนั้นกินไปหลายกำมือเหลือไว้แค่โคนผักชีลาวแก่ๆไว้เป็นหลักฐานเท่านั้นเอง ฮ่าๆๆๆๆ
       การดูแลสุขภาพมีสองแบบนะครับ หนึ่งคือการกินบำรุงรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง  สองคือป่วยแล้วค่อยรักษา  การรักษาแบบหลังนี่จะลำบากกว่าจะรักษาหายต้องใช้เวลา เริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพกินอาหารที่มีประโยชน์แต่เนิ่นๆ ย่อมดีกว่าแน่นอนฮ่าๆๆ
       --------------------------------------------------------- 

ส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่
                                       ส่งท้ายปีเก่า  ต้อนรับปีใหม่

         ขอให้ทุกคน มีแต่ความสุข    ร่ำรวยเงินทอง   สุขภาพแข็งแรง


                                                                   Jamrat.net 

                          

อาหารทำลายสุขภาพ
                                 อาหารทำลายสุขภาพ
                                       จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง

              ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ทุกวันนี้ คนเรากินอาหารหลายชนิดเข้าไปทำลายตัวเราเอง ทำให้เกิดโรคภัยต่างๆตามมาในที่สุด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด
คือผงชูรส พิสูจน์ง่าย ลองเอาผงชูรสละลายน้ำ ๑ ซอง แล้วเอากระดูกใส่ลงไปดองดูสัก ๑ สัปดาห์ ไปเปิดดูใหม่ จะไม่มีกระดูกหลงเหลืออยู่เลย
             และบทพิสูจน์อีกตัวอย่างหนึ่ง
คือน้ำอัดลมสีดำ ให้เอากระดูกลงไปดองดู กระดูกจะสลายไปภายใน ๑ สัปดาห์เช่นกัน เอาแมลงใส่ลงไป ๓ วัน ไม่เหลือซาก เอาเล็บตัดใส่ลงไป ๓ ชั่วโมงเรียบร้อยเลยนิ่มเปื่อยยุ่ยไปหมด เอาน้ำอัดลมสีดำราดห้องน้ำ ล้างออกยิ่งกว่าน้ำยาราดห้องน้ำอีก เอาเนื้อที่เหนียวๆไปหมักไว้ในน้ำอัดลมสีดำแป๊บเดียว เนื้อเอาไปทำอาหารเอร็ดอร่อยมาก สารตัวสำคัญที่มีอยู่ใน น้ำอัดลม ก็คือกรดกำมะถัน (Phosphoric acid) ในด้านความเป็นกรดด่างมันมีความเป็นกรดอยู่สูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน ๔ วัน
             ยังมีพวก
น้ำตาลทรายขาวอีกชนิดที่ทำลายกระดูกของคนเรา ควรหลีกเลี่ยง ให้กินน้ำตาลทรายแดง แทน น้ำตาลไม่ได้ให้โทษแต่ผงสีขาวหรือสารฟอกสีขาวในน้ำตาลทำลายกระดูกอย่างน่ากลัว จะเห็นว่าสารพิษทุกวันนี้มีอยู่รอบตัวเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผงชูรสจะแฝงอยู่ในขนมเด็กจึงไม่แปลกที่ทุกวันนี้เด็ก๘-๙ ขวบก็เป็นเบาหวานกันแล้วไม่ต้องรอนาน
            ฉะนั้นผงชูรส น้ำอัดลมสีดำและน้ำตาลทรายขาว ๓ ชนิดนี้กินเข้าไปทำลายตับอ่อนก่อนเพื่อนเลย ใครอยากเป็นเบาหวานให้กินทุกวันน้ำอัดลมวันละ ๒ ขวด พ่อแม่หลายคนมักซื้อสาหร่ายแผ่นบางๆให้ลูกหารู้ไม่ว่าคุณกำลังฆ่าลูกทางอ้อมแล้ว ผงชูรสทั้งนั้น แม้กระทั่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็มีผงชูรสแทบทั้งสิ้น  และที่อันตรายอีกอย่าง
คือยาเคมี หรือยาที่เรารักษาโรคอย่างยาแก้ปวดต่างๆที่ไปรับตามเวลาหมอนัดนี่แหละมันไปทำลายโครงสร้างของร่างกาย หลายคนกินมาเป็นปีๆ ทั้งที่รู้ว่ามันไม่หาย ก็ยังไปหามากิน ๓ เวลา เหมือนกินอาหาร
            อีกชนิด
คือยาฆ่าแมลง สักเกตแมลงตัวไหนที่โดนยาฆ่าแมลงฆ่าตายเราเอามาปี้นิดเดียวก็เป็นผงแล้วเพราะแคลเซียมในตัวถูกทำลายหมดเลย และจำพวกของหมักดองก็ทำลายสุขภาพเช่นกัน เช่นปลาร้า มะม่วงดองหน่อไม้ดอง ของหมักดองทั้งหลาย น้ำส้มสายชูกินก๋วยเตี๋ยวใส่เยอะๆ กระดูกพังหมด ไม่เชื่อเอาน้ำส้มสายชูหมักกระดูกดู แป๊บเดียวกระดูกไปหมด ขนาดหยดลงบนหินฟองยังขึ้นเลย
            ปัจจุบันมีแปลกๆมีน้ำใสๆหยดลงไปในน้ำแล้วบอกนี่ออกซิเจน เพราะคนขาดออกซิเจนไม่ได้ ใช่คนขาดออกซิเจนไม่ได้ แต่ออกซิเจนเข้าทางจมูกไม่ใช่เข้าทางน้ำ
                      นอกจากนั้น
อาหารที่มาจากการทอดเช่นโปเตโต้ชิพจะทอดกันที่อุณหภูมิสูงทำให้มีสารเคมีอะคริลิไมด์(Acrylimides)ออกมาซึ่งรู้จักกันดีว่า เป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท  ใครที่ชอบกินชิ้นไก่เนื้อนุ่มไม่มีกระดูก ซึ่งทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว น้อยมากที่จะทำมาจากเนื้อขาวจริงๆ  เป็นไขมันมีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก มีการเติมสารปรุงรสผงชูรส ทำให้ปวดหัว
                  ที่หยิบยกมาเป็นเพียงไม่กี่ชนิด แต่ก็คงจะทำให้มองเห็นภาพความเสี่ยงในชีวิตหากกินสิ่งเหล่านี้เข้าไปฉะนั้นก่อนกินจงคิดให้ดี ว่ากำลังกินเพื่อสุขภาพหรือกินทำลายสุขภาพกันแน่ฮ่าๆๆ
                       
                                                        
                                                   --------------------------------------------------
  

เปลี่ยนยางรถยนต์ที่ไหนดี
                                  เปลี่ยนยางรถยนต์ที่ไหนดี
                                 “ให้ประทับใจ”
                                               จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
    หลังจากตระเวน ทั้งบุกทั้งลุยมาทั่วประเทศ เจ้ารถยนต์กระบะวีโก้แค็ปโฟวีล  คู่ชีพของผมต้องเปลี่ยนยางเสียที เพราะดูๆแล้วหน้ายางล้อทั้งหน้าหลังจะถึงอายุขัย แต่ก็ต้องมาหนักใจกับการเลือกศูนย์บริการ
     เพื่อนแนะนำให้ไปที่ศูนย์บริการและจำหน่ายยางรถยนต์ ที่อยู่ ตรงข้ามกับแม็กโคร ถนนแจ้งวัฒนะ วันนั้นก่อนไปก็ยังไม่แน่ใจว่าจะใช้ยี่ห้อไหนดี ที่ราคาพอสมน้ำสมเนื้อ ผมจึงโทรไปปรึกษาเสียงหวานๆจากเจ้าหน้าที่ศูนย์พร้อมคำแนะนำ และเสนอราคาแต่ละรุ่น ซึ่งฟังน้ำเสียงแล้วมีความรู้สึกว่าเธอมีความสุขมากที่แนะนำเรา
      นั่นเป็นเหตุผลแรกในความรู้สึกดีๆ เหตุผลต่อมาหลังจากแวะไปที่ศูนย์ การบริการของเจ้าหน้าที่ทุกคน เข้ามาทักทาย บริการน้ำท่าอย่างเป็นกันเอง และเหตุผลสุดท้าย ที่ผมต้องนั่งลงจิบน้ำอย่างสบายใจ คือเธอบอกว่า
     “ ผ่อนได้ ศูนย์เปอร์เซ็นต์ ค่ะ๖ เดือน” ฮ่าๆๆๆ   ส่วนราคาก็ถือว่าไม่หนัก พอหายใจโล่ง
     “ มาดูก่อนสิค่ะ ชอบลายไหน จะใช้แบบวิบากหรือถนนเรียบ เรามีทั้ง MICHELIN –YOKOHAMA – BRIDGESTONE หรือยี่ห้ออื่น บอกได้ตามแต่ลูกค้าชอบ”  ดูกันเพลินพร้อมสอบถามข้อมูลสมรรถนะของแต่ละรุ่น
                                        

     ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ทีมช่าง ๔-๕ คน กำลังถอดล้อเปลี่ยนยาง ผมเดินไปดู ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส ตอบขอซักถามให้คำแนะนำถึงการตรวจสอบอย่างดี
    “ โชคอัพหลังพี่รั่วนะครับ คงต้องเปลี่ยน “ ผมรีบตอบเปลี่ยนเลยน้องทั้งสองข้างเลย ฮ่าๆๆๆ ผ่อนได้
    “ ต้องเปลี่ยนสองข้างครับพี่เปลี่ยนข้างเดียวมันไม่สมดุลกัน” และน้องช่างยังบอกอีกว่าสายพานหน้าเครื่องก็เสื่อมแล้ว ผมก็ตอบประโยคเดิม เปลี่ยนเลยน้อง ฮ่าๆๆ
     ไม่ถึงชั่วโมงเสร็จสรรพเรียบร้อย ตั้งศูนย์ถ่วงล้อแถมฟรีไม่คิดตังค์ ฮ่าๆๆ  แบบนี้ต้องบอกต่อ ยังไม่ทันได้เอนหลังที่ห้องรับรองแขก  ก็มีเสียงเจ้าหน้าที่ช่างที่เปิดประตูเข้ามาบอกว่า
     “ หลอดไฟเบรคพี่ก็ขาดด้วยครับ เดี๋ยวผมเปลี่ยนให้เลย”
                    
        

     ผมคิดในใจว่ามาเปลี่ยนยางที่นี่ดีนะ เขาห่วงใยเจ้าของรถพยายามตรวจสอบ ว่าจุดไหนของรถมีปัญหาก็จะบริการตรวจสอบเปลี่ยนให้เลยเพื่อความปลอดภัย วันนั้นผมมั่นใจและสบายใจเพราะน้องทีมช่างๆเขาตรวจสอบตั้ง ระบบเบรค สายพานหน้าเครื่อง ไส้กรองอากาศเครื่องยนต์และไส้กรองแอร์ พร้อมระบบไฟฟ้าหน้าหลังเสร็จสรรพ
      ก่อนกลับเจ้าหน้าที่นำสติกเกอร์สีเหลืองๆมาให้บอกว่าให้ติดที่รถ เมื่อครบกำหนดหกเดือนให้นำรถมาตรวจสอบสลับล้อ-ถ่วงล้อได้ฟรี   วันนั้นขับรถออกจากศูนย์ด้วยความประทับใจ และมั่นใจในการขับขี่  ต้องขอบคุณในการบริการของ
“GOOD YEAR  AUTOCARE  กิจเจริญการยาง” ถนนแจ้งวัฒนะ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ๐๒-๕๗๕๐๑๑๑-๓  แจ๋วจริงๆๆ
                                         ----------------------------------------------- 

ล้างพิษไต-ตับ
                                                                 ล้างพิษไต-ตับ
                                       “ตำรับเด็ดจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน”
                                                         จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง          
             ไตถือเป็นอวัยวะที่สำคัญในการกำจัดสารพิษโดยเป็นการขับสารพิษชนิดที่ละลายได้ในน้ำออกมาทางปัสสาวะ เพื่อให้ไตสะอาดและทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ พร้อมรับมือกับสารพิษที่จะไหลออกมาจากตับ เนื่องจากตับเป็นด่านแรกของการกรองสารพิษ ฉะนั้นก่อนล้างพิษตับต้องล้างพิษไตก่อน ก่อนที่สารพิษจะผ่านลำไส้เพื่อขับออกจากร่างกาย และอาจมีสารพิษบางส่วนถูกดูดซึมและไหลย้อนกลับเข้าสู่กระแสเลือดและถูกขับออกจากไต
            ถ้าหากเราสามารถขับของเสียออกจากไต โดยการปัสสาวะของเสียที่คั่งค้างออกได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีแล้วปัญญาการเกิดนิ่วก็ไม่มี เรื่องที่จะเล่านี้เกิดขึ้นกับพี่ชายผมเอง ชีวิตแขวนบนเส้นด้าย ไตและตับอาจหยุดการทำงานเฉียบพลัน เนื่องจากร่างกายได้รับสารพิษ
          ที่ รพ.รามาหมอพยายามตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด ความดัน นำอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆมาตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียด สุดท้ายตรวจพบเชื้อที่น่าจะมาจาก “ฉี่หนู”  เพราะอาการอ่อนเพลีย กินข้าวไม่ได้ และปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อฉีกขาด และตามมาถืออาจจะทำให้ตายวายเฉียบพลัน โรคนี้พี่ชายอาจจะใส่รองเท้าแตะลุยน้ำฝน ในบริเวณที่หนู่ฉี่เอาไว้ เช่นในกอหญ้าหลังบ้านหรือแหล่งหนูอาศัยอยู่ เชื้อนี้อาจเข้าทางบริเวณส้นเท้าแตกหรือมีแผล ซึ่งง่ายต่อการติดเชื้อ
         หมอบอกว่าอาจจะต้องล้างไต เพราะไตทำงานล้มเหลว อาจจะไตวายเฉียบพลันได้ต้องเจาะล้างไต ซึ่งการเจาะอัตราการเสี่ยงสูงมาก อาจจะเจาะไปถูกอวัยวะที่สำคัญ แต่หมอก็บอกว่าหมอที่ทำมีความชำนาญพิเศษ โอกาสเกิดน้อยมาก แต่ต้องบอกให้ญาติได้รู้ และญาติต้องเซ็นรับรอง อนุญาตให้ทำ พรุ่งนี้เที่ยงจะประเมินอีกครั้งก่อนล้างไต
       ถึงแม้ได้รับกำลังใจ จากเครือญาติ แต่พี่ชายผมคงเครียดและปลงไปพร้อมๆกัน ระหว่างอยู่บนเตียงผู้ป่วยได้ยื่นกระดาษแผ่นน้อยให้ผม ภายหลังผมหยิบมาอ่านมีข้อความว่า “ ไม่รู้ฟอกไตหรือฟอกตาย” บ่ายวันนั้นน้องสะใภ้ผมคนหนึ่งซึ่งศรัทธาภูมิปัญญาพื้นบ้านมาก ได้นำถุงน้ำถั่วเขียวมาให้พี่ชายดื่ม พี่ชายผมให้หลอดดูดทีเดียวเกลี้ยงถุง  พวกเราก็ยืนดูคิดว่าพี่ชายคงหิวน้ำ
      จากช่วงบ่ายถึงเที่ยงอีกวัน พยาบาลก็เดินไปเดินมา นำผลต่างๆไปตรวจวิเคราะห์เพื่อให้หมอประชุมประเมินวางแผนในกาที่จะต้องเจาะล้างไตหรือไม่ บ่ายวันต่อมาหลังจากหมอประชุมกันแล้ว ลงความเห็นว่ายังไม่ต้องล้างไต เพราะไตเริ่มทำงานปกติแล้ว เพียงแต่รอดูอาการสักระยะ เพียงไม่ถึง ๒ วันพี่ชายผมก็ได้ออกจาก รพ. และหมอก็นัดมาตรวจอีกสัปดาห์ละครั้งเพื่อความมั่นใจ  
     ผมซึ่งติดตามสถานการณ์มาตลอด มั่นใจว่าถุงน้ำถั่วเขียวที่น้องสะใภ้เอามาให้พี่ชายดื่ม ได้ส่งผลต่อไตแน่นอน ต่อมาผมได้สอบถามสูตรถั่วเขียวจึงทราบว่า หมอพื้นบ้านแนะนำมาให้ เอาถั่วเขียวหนึ่งกำมือแช่น้ำ ๑ คืน นำมาปั่นกับข้าวสารประมาณครึ่งกำมือ ถั่วเขียวหนึ่งกำมือเมื่อนำมาปั่นแล้วจะได้ประมาณ ๒  แก้ว ผสมกับน้ำเต้าหู้เท่าที่ต้องการเติมน้ำผึ้งนิดๆเท่านี้ เราก็ได้สูตรล้างพิษไตและตับมาดื่มแล้ว ดื่มให้หมดรวดเดียว จะได้สบายใจในการล้างถอนพิษในร่างกาย
     ฉะนั้นเพื่อเป็นการป้องกันไว้ดีกว่าแก้ แย่แก้ลำบาก หากมีเวลาว่างก็ลองทำสูตรนี้กินสักครั้งเป็นการล้างพิษไตและตับไปด้วย คงดีไม่น้อย เพราะชั่วนาตาปี ไตตับไม่เคยได้รับการเหลียวแลเลย หากทำได้ ก็คงโล่งใจไปอีกเปราะเหมือนเราได้เป่าล้างหม้อกรองเครื่องยนต์ประมาณนั้นฮ่าๆๆ
                                               ------------------------------------
 
                                 
  
  
           
 
                

แก่งอาฮง จุดชมสะดือแม่น้ำโขง
                                แก่งอาฮง...จุดชมสะดือแม่น้ำโขง
                             วัดแท่นศิลาวาส จังหวัดบึงกาฬ
                                             จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง

                  ถ้าพูดถึงแก่งสำคัญๆในแม่น้ำโขงแล้ว แก่งอาฮง ถือว่าเป็นแก่งที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของแม่น้ำสายนี้ เพราะเป็นจุดชมสะดือของแม่น้ำโขง  เคยมีการสำรวจโดยใช้เชือกผูกกับก้อนหินหย่อนลงไป วัดได้ ๙๘ วา หรือประมาณ ๒๐๐ เมตร แก่งอาฮง   ตั้งอยู่บ้านอาฮง ณ วัดอาฮงศิลาวาส ตำบลไคสี เขตอำเภอเมืองบึงกาฬ  จ.บึงกาฬ  ห่างจากตัวบึงกาฬ  ๒๑ กิโลเมตร ห่างจากหนองคาย ๑๑๕ กม.
                 แก่งอาฮง เกิดจากการกัดเซาะของกระแสน้ำแม่น้ำโขงมาเนินนาน ซึ่งต้นกำเนิดของแม่น้ำโขงนั้นมีต้นกำเนิดจากการละลายตัวของน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัย ไหลผ่านมณฑลชิงไห่ ประเทศจีน  ลาว พม่า ไทย กัมพูชา แล้วไหลออกทะเลจีนที่ประเทศเวียดนาม มีความยาวทั้งหมด  ๔,๘๘๐ กิโลเมตร
                และจุดที่ลึกที่สุดหรือที่เรียกกันว่าสะดือแม่น้ำโขงนั้นก็อยู่ที่แก่งอาฮง นี่เอง ว่ากันว่า บริเวณแก่งอาฮงเป็นถ้ำขนาดใหญ่ มีปากถ้ำลอดภูเขาไปทะลุที่เขางูตรงข้ามกับแก่งอาฮงในฝั่งลาว บริเวณนี้น้ำจะไหลเชี่ยวและวนจนเป็นหลุมรูปกรวย ชาวบ้านมีความเชื่อว่าลึกลงไปคือวังบาดาลของพญานาค และเป็นแหล่งกำเนิดบั้งไฟพญานาคแห่งแรกของแม่น้ำโขง
                บริเวณที่เกิดน้ำวนถ้ามีเศษไม้ ต้นไม้ หรือวัตถุใดๆ ลอยมาก็จะไหลวนอยู่บริเวณนี้ประมาณ  ๓๐ นาที จึงค่อยหลุดไป ชาวบ้านเล่าว่า ถ้ามีคนตกน้ำตายเหนือแก่งอาฮงขึ้นไป ไม่ว่าบริเวณใด หากหาศพไม่พบ ก็จะมาหาได้ที่แก่งอาฮง เพราะเชื่อกันว่าศพจะไหลไม่พ้นแก่งอาฮงไปได้  
               แก่งอาฮง ยังเป็นที่อยู่อาศัยของปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือ ปลาบึก ในตอนดึกของฤดูน้ำหลาก จะได้ยินเสียงจากแม่น้ำโขงเสียงดัง เหมือนว่าคนลงเล่นน้ำ นั้นคือเสียงของ ปลาบึกผสมพันธุ์กัน เนื่องจากบริเวณนี้มีความลึก และ มีถ้ำใต้น้ำ จึงเหมาะกับการผสมพันธุ์ของปลาบึก
              สำหรับตำนานที่เกี่ยวพันกับพระพุทธศาสนา คือ เมื่อ ครั้งพุทธกาลพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์  เมื่อสิ้นออกพรรษาเหล่าเทพเทวาได้พากันเนรมิตบันไดเงิน บันไดทอง เพื่อรองรับเบื้องพระบาทในการเสด็จกลับยังโลกมนุษย์   ส่วนเหล่าพญานาคนั้นได้พากันสำแดงฤทธิ์พ่น ไฟถวายเป็นพุทธบูชา เพื่อต้อนรับการกลับมาขององค์พระพุทธชินสีห์ เรื่องนี้จึงเป็นที่มาของ “บั้งไฟพญานาค” ที่โด่งดังไปทั่วโลก และเชื่อว่าใต้แก่งอาฮง  เป็นถ้ำที่อยู่ของพญานาคแน่นอน
                บริเวณแก่งอาฮง ยังเป็นที่ตั้งของ วัดอาฮงศิลาวาส วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่แต่ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่า เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อใด ทราบแต่เพียงว่าเดิมเป็นสำนักสงฆ์ โดยหลวงพ่อลุน เป็นผู้ก่อตั้ง ท่านได้มรณะไปเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๖ หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีพระภิกษุสงฆ์มาจำพรรษาอีกเลย
                จนกระทั่งปี พ.ศ.  ๒๕๑๗ ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อสมาน สิริปัญโญได้เดินทางไปกราบนมัสการ พระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ วัดเจติยาวิหาร (ภูทอก) ขากลับเห็นป้ายชื่อวัดจึงได้แวะเข้ามาดู พบเพียงแม่ชีแก่ๆ คนหนึ่ง ไม่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษา ท่านจึงได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่
                 ปัจจุบันวัดอาฮงศิลาวาส โดดเด่น ด้วยสถาบัตกรรม พระอุโบสถ์หินอ่อน ริมแม่น้ำโขง ภายในพระอุโบสถ์  ประดิษฐาน “พระพุทธ คุวานันท์ศาสดา” ซึ่งมีความงดงามตระการตาด้วยว่าเป็นพระ พุทธรูปลักษณะเดียวกับพระพุทธชินราช  นอกจากนี้ ยังมีพระพุทธรูปทองคำสององศ์ ประดิษฐาน อีกด้วย
                 บรรยากาศภายในวัด เป็นโขดหินรูปร่างแปลกตามากมาย มีการจัดเรียงตามธรรมชาติ เหมือนกับสวนหิน การเดินทางมาท่องเที่ยว แก่งอาฮง สามารถมาได้ตลอดปี แต่แก่งจะสวยในช่วงฤดูร้อน เพราะ จะเป็นช่วงน้ำลด แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ วันออกพรรษา  ๑๕ ค่า เดือน ๑๑ สามารถชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคได้สวยงามที่สุด จึงมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเดินทางที่วัดแห่งนี้ไม่ขาดสาย
                                                       ---------------------------------------
 
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   www: jamrat.net 

ไตวายไม่ต้องฟอกไต
                                                       ไตวายไม่ต้องฟอกไต
                                                 จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง

           ใครที่เป็นโรคไตวายไตเสื่อม จำเป็นต้องมีการฟอกไตโดยเครื่องฟอกไต ที่จะช่วยกรองของเสียที่เป็นอันตราย เกลือ และน้ำส่วนเกินออกจากเลือด และนำเลือดที่ปกติหรือเลือดที่ผ่านการกรองแล้ว กลับเข้าไปในร่างกาย นอกจากนี้ การฟอกไตยังช่วยในการรักษาระดับที่ปลอดภัยของสารเคมีบางอย่างในเลือด เช่นโพแทสเซียม โซเดียมและไบคาร์บอเนต ที่ช่วยในการควบคุมความดันโลหิต
           ถ้าการทำงานของไตล้มเหลว สามารถทำให้เกิดปัญหาหลายประการ คือมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย คันตามผิวหนัง มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก มีปัญหาในการนอนหลับ สูญเสียน้ำหนัก และโรคโลหิตจาง คือปัญหาในการที่จำนวนของเซลล์เม็ดเลือดแดงหรือเม็ดเลือดแดงในเลือดต่ำเกินไป
          แต่ในโรคไตบางชนิด เช่น ไตวายเฉียบพลัน หลังได้รับการรักษาแล้วมีอาการดีขึ้น การฟอกไตจึงอาจมีความจำเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ  จนกว่าไตจะมีการทำงานที่ดีขึ้น แต่สำหรับโรคไตวายเรื้อรังนั้น หากยังไม่มีการเปลี่ยนไตใหม่ จะต้องทำการฟอกไตไปตลอดชีวิต
        การฟอกไตแพทย์จะทำการเจาะสร้างทางเข้าโดยการเจาะเข้าที่หลอดเลือด เพื่อให้ร่างกายสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องฟอกไต อาจจะเป็นบริเวณช่วงลำคอ หรือช่วง โคนขา ซึ่งอัตราเสี่ยงต่อการเจาะพลาดไปถูกจุดสำคัญ มีมาก แต่หมอที่ทำจะมีความชำนาญสูงโอกาสพลาดไม่ค่อยเกิด แต่ก่อนหมอจะทำการเจาะจะมีเอกสารมาให้ญาติเซ็นยินยอมก่อน ฮ่าๆๆ
      ในการฟอกแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ ๔ ชั่วโมง ในหนึ่งสัปดาห์ต้องทำการการฟอกไต ๓ ครั้ง บางรายต้องฟอกตลอดชีวิต
       ใครเป็นโรคนี้ร้อยทั้งร้อยต้องยอมให้หมอเจาะหลอดเลือดเพื่อการฟอกไต เพราะเป็นนาทีวิกฤติ และลำบากใจที่จะตัดสินใจเป็นอย่างอื่น ก็อยากให้ผู้ป่วยที่เป็นญาติคนรักนั้นหายจากโรคร้าย  ส่วนผู้ป่วยก็ต้องทำใจ กล้าเผชิญกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
       เรื่องที่ผมจะเล่าเพื่อก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วย ท่านอาจจะเลือกหรือไม่เลือกก็ได้เพราะเป็นสิทธิ์ของท่านหรือจะรับฟังข้อมูลไว้เป็นความรู้  ซึ่งมันเป็นประสบการณ์ตรงจากผู้ป่วยที่เคยประสบกับโรคไตวายมาแล้ว          
     
   ลุงคำ หวานคำ เป็นคนตำบลวังพร้าว อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง เล่าให้ผมฟังว่า มีเพื่อนป่วยเป็นโรคไตมานานหลายปี ต้องไปฟอกไต อาทิตย์ละ ๓ วัน ลำบากทั้งคนดูแล คนพาไปฟอกไตที่โรงพยาบาล ไหนจะค่าใช้จ่ายอีก อยู่ต่อมามีพระมาจากเชียงใหม่ แนะนำให้ใช้สมุนไพร ๒ ชนิดคือใบยอแก่ๆประมาณ ๘-๙ ใบ และมะตูมฝานเป็นแว่นตากแห้ง ประมาณ ๑๐ แว่น ใส่หม้อต้มเอาน้ำดื่มต่างน้ำชา  เพื่อนเขาดื่มอยู่ ๓ เดือน ไปหาหมอตรวจ หมอลงความเห็นว่า ไตทำงานได้ดีขึ้น ไม่ต้องฟอกไตแล้ว
      ด้วยความอยากรู้ ผมจึงลองนำสูตรนี้มาต้มกิน ด้วยแนวคิดว่า กันไว้ดีกว่าแก้แย่แก้ไม่ทัน ป้องกันไว้ก่อนสบายใจ รสชาติ ฝาดนิดๆออกเชิงหวานๆจากมะตูม แต่ที่แน่ๆเข้าห้องน้ำบ่อย ฮ่าๆๆ
      นอกจากนี้บางตำราของ
หมอพื้นบ้านบอกว่า ก้านพริก จะเป็นก้านพริกอะไรก็ได้นำมาตากแห้งแล้วนำมามาต้มดื่มก็สามารถล้างไตได้ และยังรักษาโรคเบาหวาน โรคสมองตีบตันถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาตให้หายได้ดังปกติอีกด้วย ดื่มครั้งแรกน้ำปัสสาวะจะขุ่นหลังจากนั้นจะใสขึ้นเรื่อยๆ
                                             ---------------------------------------------------- 

12345678910...>>