สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสร้างพลังชีวิต
                                    ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสร้างพลังชีวิต
                                    
 “พิชิตโรคร้ายร่างกายแข็งแรง”
                                                              จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง   
          นักธรรมชาติบำบัด ต่างลงความเห็นเดียวกันว่า คนเรากินอะไรได้อย่างนั้น ถ้าเรากินอาหารที่ดี ใหม่ สะอาด สดมีประโยชน์ต่อร่างกาย ร่างกายก็แข็งแรงไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน ลำไส้สะอาดโรคไม่เกิด มีผู้ป่วยหลายรายเกิดโรคร้าย แพทย์หมดหนทางเยียวยา แต่กลับมาฟื้นฟูสุขภาพด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีกินดูแลสุขภาพตามแนวทางธรรมชาติบำบัด ร่างกายกลับมามีพลังชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อ
       หลายคนชอบกินเนื้อ
อย่าลืมว่า สัตว์ก่อนตายมันจะเกิดความกลัวสุดขีดและพยายามต่อสู้ดิ้นรนอย่างสุดชีวิต ในช่วงเวลานั้นชีวะเคมีในตัวสัตว์จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายเกิดขึ้น ฮอร์โมนที่เป็นพิษจำนวนมากจะถูกขับออกมาโดยเฉพาะ สารแอดรีนาลิน พิษของฮอร์โมนนี้จะแพร่กระจายแทรกซึมเข้าไปในเส้นเลือดและเนื้อทุกส่วน แม้ว่าสัตว์นั้นจะตายไปแล้ว แต่ว่าพิษนั้นยังคงอยู่
        สารแอดรีนาลินนี้สามารถพบได้ในร่างกายของคนเราด้วยเช่นกัน มันจะหลั่งออกมามากในขณะที่บุคคลผู้นั้นเกิดอารมณ์โกรธเกลียด เครียดแค้น หรือตกใจกลัวสุดขีด เพราะฉะนั้นคนที่อารมณ์รุนแรงและตึงเครียด โมโหร้าย เจ้าอารมณ์ มักมีสุขภาพร่างกายไม่ดี ใบหน้าหมองคล้ำ ป่วยเป็นโรคต่างๆเสมอ แก่เกินวัยและตายเร็ว   ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหันมาปฎิบัติตนกันใหม่ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
        เรามาดูการทำงานของร่างกายเราก่อนครับ นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียได้วิจัยและค้นคว้าร่างกายของเราว่า ทำอะไรบ้างในแต่ละชั่วโมงและ ช่วงเวลา
    ๐๑.๐๐ น. คนส่วนใหญ่จะนอนหลับ ร่างกายจะมีความรู้สึกไวต่อความเจ็บปวดมาก
   ๐๒.๐๐น. นอกจากตับแล้ว ส่วนต่างๆ ของร่างกายจะเคลื่อนไหวช้ามาก
   ๐๓.๐๐น. ร่างกายทั้งหมดจะพักผ่อน กล้ามเนื้อจะผ่อนคลาย ความดันจะต่ำ ชีพจรจะเต้นช้า การหายใจก็จะช้า
   ๐๔.๐๐ น.สมองได้รับเลือดไปหล่อเลี้ยงน้อยมาก ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ตายไปในระยะเวลานี้
   ๐๕.๐๐ น. ไตจะไม่ทำหน้าที่กรอง เนื่องจากเราได้พักผ่อนมาระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้น ในเวลาตื่นนอนอารมณ์จะรู้สึกสดชื่นเป็นพิเศษ
  ๐๖.๐๐ น. ความดันเลือดจะสูงขึ้น หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น
  ๐๗.๐๐ น. ภูมิต้านทานโรคในช่วงนี้จะดีมาก เพราะร่างกายได้พักผ่อนมาแล้ว
  ๐๘.๐๐ น. ตับจะทำหน้าที่ขับพิษออกจากร่างกาย ในช่วงนี้ไม่ควรดื่มสุรา
  ๐๙.๐๐ น. จิตใจ อารมณ์ การทำงานจะดีมากในช่วงนี้
  ๑๐.๐๐ น. เป็นช่วงที่ร่างกายและสุขภาพจะดีมาก เหมาะที่จะทำงาน
  ๑๑.๐๐น. เป็นช่วงที่ขยันขันแข็งในการทำงาน ร่างกายยังไม่อ่อนเพลีย
  ๑๒.๐๐ น. ช่วงตอนที่จะหยุดงาน ทางที่ดีที่สุดอย่าเพิ่งรับประทานอาหาร ควรจะรอช้ากว่าไปอีกสักหน่อย แล้วทานเอาช่วงเวลาประมาณ  ๑๒.๓๐ น.หรือ ๑๓.๐๐น. ก็จะดี
  ๑๓.๐๐ น. ตับจะพักผ่อน เนื่องจากเวลาการทำงานที่ดีได้ผ่านไปแล้ว ร่างกายในช่วงนี้จะเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย
  ๑๔.๐๐ น.  เป็นช่วงระยะเวลาที่ร่างกายรู้สึกอืดอาด เชื่องช้าที่สุดในระยะหนึ่งของแต่ละวัน
  ๑๕.๐๐ น. ระบบต่างๆ ของร่างกายจะมีปฏิกิริยาที่ไวมาก สมรรถภาพของพละกำลังเริ่มฟื้นฟูขึ้น
  ๑๖.๐๐น. ในกระแสเลือด จะมีน้ำตาลเพิ่มขึ้น แต่ก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว
  ๑๗.๐๐ น. สมรรถภาพในการทำงานจะเพิ่มขึ้น จะเห็นได้จากนักกีฬาที่ออกกำลังกาย จะมีเรี่ยวแรงเพิ่มมากขึ้น
  ๑๘.๐๐ น. ความรู้สึกต่ออาการเจ็บปวดจะลดน้อยลง ขอให้เพิ่มการออกกำลังกาย
  ๑๙.๐๐ น. ความดันของเลือดจะเพิ่มสูงขึ้น อารมณ์จะไม่ค่อยดีนัก มักจะเกิดปากเสียงขึ้นได้ด้วยสาเหตุเล็กๆน้อยๆ
  ๒๐.๐๐ น. น้ำหนักตัวจะรู้สึกเพิ่มมากขึ้น สะท้อนออกถึงความผิดปกติอย่างรวดเร็ว
  ๒๑.๐๐ น.อารมณ์จะกลับเข้าสู่สภาพปกติ ความจำจะดีขึ้น สามารถคิดสิ่งต่างๆ ออกได้
  ๒๒.๐๐ น. ในกระแสโลหิต จะเต็มไปด้วยเม็ดเลือดขาว อุณหภูมิในร่างกายจะลดต่ำลง
  ๒๓.๐๐ น. ร่างกายตระเตรียมพักผ่อน เพื่อปรับปรุงซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ที่สึกหรอ
  ๒๔.๐๐ น. เข้าสู่ชั่วโมงแห่งการหลับใหล 
        จะเห็นว่าร่างกายเราจะมีการไหลเวียนของพลังชีวิต (ลมปราณ) ผ่านอวัยวะภายในต่างๆตลอด ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งถ้าหากรู้จักปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องเหมาะสมก็จะช่วยให้สุขภาพดีได้
         นักธรรมชาติบำบัดแนะนำว่าควรตื้นเช้าช่วง ๐๓.๐๐-๐๕.๐๐น.เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ และรับแดดตอนเช้า หากตื่นแบบนี้เป็นประจำทุกวัน ปอดจะดี ผิวก็จะดีขึ้น  ช่วง ๐๕.๐๐-๐๗.๐๐น  เป็นเวลาของ ลำไส้ใหญ่ ควรถ่ายทุกเช้าให้เป็นนิสัย คนที่ไม่ถ่ายหรือถ่ายยากในตอนเช้า ร่างกายจะดูดกากอาหารตกค้างซึ่งกำลังจะเป็นอุจจาระกลับเข้าไปใหม่ ทำให้ลำไส้ใหญ่รวนผิดปกติ ส่งผลให้เกิดอาการปวดหัวไหล่ และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นอนกรน
        และพยายามกินข้าว ช่วงเวลา๐๗.๐๐-๐๙.๐๐น.หากกินข้าวเช้าช่วงนี้ได้ทุกวันจะช่วยให้กระเพาะแข็งแรง ถ้าปล่อยให้กระเพาะอ่อนแอ จะทำให้เป็นคนตัดสินใจช้า ขี้กังวล ขาไม่ค่อยมีแรง ปวดเข่า หน้าแก่เร็วกว่าวัย ถ้าไม่กินข้าวเช้าอุจจาระจะถูกดูดกลับมาที่กระเพาะ ทำให้กลิ่นตัวเหม็น
       หากจะสวดมนต์ทำสมาธิให้จิตใจสงบ ก็ให้ใช้เวลาช่วง ๑๙.๐๐-๒๑.๐๐น.และก่อนนอนควรดื่มน้ำ เพื่อร่างกายจะนำไปซ่อมแซมส่วนที่ขาดน้ำ  ป้องกันถุงน้ำดีข้น ถ้าขาดน้ำอารมณ์จะฉุนเฉียว สายตาเสื่อม เหงือกบวม ปวดฟัน นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก ตอนเช้าจะจาม ถุงน้ำดีจะโยงไปถึงปอด จะปวดศีรษะข้างเดียวหรือสองข้างโดยไม่ทราบสาเหตุ ดังนั้น จึงควรดื่มน้ำก่อนเข้านอน หรือก่อนเวลา ๒๓.๐๐ น.                                                                                                 
    
  มีการสำรวจพบว่า  ชาวฮันซ่า กลุ่มชนที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย และปากีสถาน เผ่าโอโตมี่ ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของเม็กซิโก และชนพื้นเมืองในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกา มีสุขภาพแข็งแรง มีโรคภัยไข้เจ็บน้อย และโดยเฉลี่ยจะมีอายุยืนถึง ๑๑๐ ปี หรือมากกว่านั้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผู้กินอาหารมังสวิรัติ              
     ในขณะที่ชาวเอสกิโม ซึ่งกินเนื้อสัตว์และไขมันเป็นประจำ จะแก่เร็ว และมีอายุโดยเฉลี่ย ๒๗ ปีครึ่ง และในบรรดาชาวเคอกิส คือชนชาติพเนจรในแถวตะวันออกของรัสเซีย ซึ่งกินเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลัก จะมีน้อยคนมากที่มีอายุเกิน ๔๐ ปี                                
       นักวิทยาศาสตร์สำคัญในโลกหลายคนก็รับประทานอาหารมังสวิรัติ เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, เบนจามิน แฟรงคลิน, ชาร์ลส์ ดาร์วิน, เลโอนาร์โด ดาวินชี, ปาสคาล, เซอร์ ไอแซค นิวตัน, ส่วนนักวิทยาศาสตร์ไทยที่มีชื่อเสียงและรับประทานอาหารมังสวิรัติ ก็คือ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา                      
         อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ค้นพบทฤษฎีสัมพันธภาพ ได้เคยพูดเกี่ยวกับการรับประทานอาหารมังสวิรัติว่า      
       "ไม่มีอะไรที่จะได้ทำให้สุขภาพมนุษย์ได้รับประโยชน์และเพิ่มโอกาสสำหรับการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตบนโลกได้มากเท่ากับการวิวัฒนาการของการทานอาหารมังสวิรัติ"
        การรับประทานอาหารมังสวิรัติดูแลสุขภาพตามแนวทางธรรมชาติบำบัด ดร.รสสุคนธ์  พุ่มพันธุ์วงศ์ ซึ่งจบปริญญาเอก Doctor of Science ด้านแพทย์ทางเลือกจากคาลูโบวิลล่า ฮอสปิตอล ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิดที่ประเทศศรีลังกา ท่านบอกว่า อะไรก็ได้ที่ไม่ใช้ยาหรือสารเคมีใดๆ  จะใช้น้ำร้อน น้ำเย็น  การนวด  ผลไม้ อาหาร สมาธิ โยคะ และการพูดคุย ฯลฯ นั่นคือ ออลเทอร์นาทีฟ เมดิซิน แพทย์ทางเลือก
            วิธีรักษาของ ดร.รสสุคนธ์มีด้วยกัน ๒  แนวทาง คือฝังเข็มเพื่อปรับความสมดุลของร่างกายและบำบัดด้วยอาหาร อากาศ และอารมณ์ซึ่งผู้มารับการบำบัดต้องเปลี่ยนมารับประทานอาหารตามแนวทางอย่างเคร่งครัดโดยยึดหลักอาหาร ๕ หมู่ มีอาหารระบบทางเดินหายใจ จะเป็นพวก ผักสีเขียว ที่มีคลอโรฟิลเยอะ   ระบบ การหมุนเวียนโลหิต ก็จะเป็นประเภทที่มี วิตามินซีสูง หรือ ธาตุเหล็กสูง ระบบการดูดซึม ก็ใช้พวก กระเพรา โหระพา ตะไคร้ ใบมะกรูด         
             ระบบฮอร์โมนต่อมไร้ท่อ  ก็จะเป็นพวก เม็ดบัว ลูกเดือย มันเทศจีน พวกนี้เป็นพวกที่ร่างกายดูดซึมได้ดีและไม่เหลือสารอาหารที่เป็นกากเยอะ แป้งจะเปลี่ยนรูปเป็นไขมันแต่เป็นไขมันที่เปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงานเร็ว ไม่ใช่ข้าวหรือแป้งหมัก อีกระบบคือ ภูมิคุ้มกัน เป็นผักสีเขียว เช่น กวางตุ้ง ผักกาดหอม มะเขือเทศ
        เมื่อครบ ๕หมู่แล้ว ปัจจัยอื่นคือ อารมณ์  อารมณ์ ถึงแม้เราจะได้อาหาร ๕หมู่ครบ แต่ถ้าเรา ลดโลภะ โทสะ โมหะไม่ได้ ทั้งฝังเข็มทั้งอาหารก็ไม่ช่วยอะไรได้เลย ฉะนั้นเราต้องเปลี่ยนอารมณ์ ให้ได้  สุดท้ายคืออากาศ  อากาศต้องบริสุทธิ์ ปลอดมลพิษ มีปริมาณโอโซนในชั้นอากาศที่ทำให้ปลอดเชื้อโรค  
      ผมเคยสัมภาษณ์ ดร.รสสุคนธ์ ท่านแนะนำให้ผู้ที่จะฟื้นฟูดูแลสุขภาพหันมาดื่มน้ำผักปั่น แล้วท่านจะรู้เองว่ามันดีขนาดไหน ร่างกายจะสดชื่นจนผู้ดื่มสัมผัสได้ สุขภาพจะดีขึ้นตามลำดับ เพียงใช้ผักกาดหอม บางคนก็เรียกผักสลัด ประมาณ ๓-๔ ใบ ประโยชน์คือไปฟื้นฟูปอดและเม็ดเลือด
      และผักคื่นฉ่าย ๒ ก้าน เพื่อบำรุงเพิ่มแคลเซียมในเลือด ลดภาวะกระดูกพรุน มะเขือเทศ ๑  ลูก เพื่อไปสนับสนุนให้เกิดการสร้างเซลล์ เพิ่มความแข็งแรงของเม็ดเลือดและกล้ามเนื้อ กระดูกเส้นเอ็น  ใส่หอมหัวใหญ่สัก ครึ่งหัว โดยหั่นเป็นแว่นๆ เพื่อช่วยการทำงานของหัวใจ ในการบีบเส้นเลือด ลดภาวการณ์เกิดโรคความดันโลหิตสูงหรือภาวะหัวใจเปลี้ย
    ส่วนพืชผักเสริมระบบภูมิคุ้มกันก็ใช้เสาวรส ๑  ลูก ผ่าแล้วคว้านเอาเนื้อในพร้อมเมล็ด น้ำมะนาว ๑  ลูก และน้ำมะกรูด  ๑  ลูก ถ้าใครเป็นโรคเกี่ยวกับเลือดให้หั่นเปลือกมะนาว และมะกรูดผสมเข้าไปด้วย จะใช้เสาวรส มะนาว มะกรูด หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจะใช้ทั้งสามชนิดก็ได้ เพื่อไปฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ป้องกันการเกิดตะคริว และเหน็บชา
     สำหรับเสาวรสให้เอาทั้งเนื้อและเมล็ด
ในเมล็ดเสาวรสมีการวิจัยแล้วว่ามีธาตุเหล็กเยอะ ทำให้เกิดการสร้างฮอร์โมน ที่กรวยไต เสริมสร้างให้ไตแข็งแรง บรรเทาอาการปวดหลัง บำรุงสายตาและผิวพรรณ ขับสารพิษในลำไส้ ป้องกันมะเร็งลำไส้ มะเร็งปอดและมะเร็งช่องปาก ลดไขมันในเลือด
       นำผักกาดหอม ผักคื่นฉ่าย มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่  เนื้อ เสาวรส  น้ำมะนาว  น้ำมะกรูด ใส่ลงในเครื่องปั่น  เทน้ำเปล่าลงไปให้ท่วมประมาณ ๕๐๐ ซีซี น้ำผึ้งประมาณ ๒ ช้อนโต๊ะ ถ้าเป็นน้ำผึ้งบริสุทธ์สามารถรักษาเบาหวานได้ ในน้ำผึ้งจะมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ( Estrogen) ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญในการเร้าอารมณ์ทางเพศ  พอคนเราอายุมากขึ้นจะขาดฮอร์โมนนี้ ถ้าขาดจะเกิดอาการร้อนๆหนาวๆ จากการหมดประจำเดือน
          เรื่องน้ำผึ้งถ้าไม่มั่นใจว่าเป็นน้ำผึ้งแท้ก็ไม่ต้องใส่ผสมก็ได้  ส่วน
วิธีพิสูจน์ว่าเป็นน้ำผึ้งแท้หรือไม่ ให้หยดลงไปในกระดาษทิชชู ถ้าน้ำผึ้งไม่ซึมแสดงว่าเป็นน้ำผึ้งแท้  บางคนชอบใช้น้ำผึ้งป่า อันนี้ต้องระวัง น้ำผึ้งป่าดีแต่ขั้นตอนการผลิตไม่สะอาดมักใช้มือนวดบีบกรองกับผ้าขาวบาง ท่ามกลางแดดร้อนทั้งเหงื่อทั้งขี้ไคลไหลย้อย ไอ้หย่า..สุดบรรยาย              
         ตำรับที่จะแนะนำนี้ควรกินเป็นอาหารเช้า  จะ ช่วยให้อวัยวะต่างๆแข็งแรง โอกาสที่เราจะมีไขมันตกค้างก็ลดลง  หน้าเราก็ใสขึ้น มันจะไปช่วยล้างและฟื้นฟู ร่างกาย สามารถดูดซึมได้ทันทีเลยไม่ต้องผ่านการย่อย                    
         การดื่มน้ำผักเป็นการเติมสารอาหารประเภทวิตามิน เกลือแร่ ที่จำเป็นและมีประโยชน์ ที่สำคัญ คือมี คลอโรฟิลด์ เมื่อดื่มเข้าไปแล้วส่วนที่ต้องถูกดูดซึม ก็จะไป “ฟื้นฟูตับ”  พอ “น้ำตับหลั่ง” น้ำตับอ่อนก็จะหลั่ง การย่อยคาร์โปรไฮเดรด ไขมัน เกลือแร่ และวิตามินก็จะทำได้มากขึ้น
        
ในน้ำผักปั่นเป็นกรดอ่อนๆที่มี คลอโรฟิลล์(สารสีเขียวในพืช)มีวิตามินเอ วิตามินซี ธาตุเหล็ก โปรตัสเซียม แมกนีเซียม และฟอสฟอรัส เป็นส่วนประกอบหลัก
        นอกจากน้ำผักปั่นแล้ว ควรตามด้วยน้ำซุป ให้เอาผักไปลวก แล้วเอาขึ้นมาปั่น รวมกับข้าวกล้อง น้ำเต้าหู้ แล้วนำไปต้มให้เดือด ใส่ซีอิ้วขาวนิดหน่อย ก็ได้น้ำซุปสุขภาพทันที   ถ้าอาหารเช้าทานได้อย่างนี้ทุกวัน ผิวสวยมาก คนที่เป็นเก๊าท์ คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ เบาหวาน หัวใจ ความดัน ไตวายจะลดลงทันที แต่คนที่เคยล้างไตแล้วกินสูตรนี้ไม่ได้เพราะเซลล์ถูกทำลายแล้ว เขาห้ามกินผักผลไม้จะสวนกระแสกัน
          สำหรับของห้ามกินของผู้รักสุขภาพคือ   ห้ามกินพวกน้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ชา กาแฟ กะทิ ทอฟฟี่ เนย ไอศกรีม ชีส คุกกี้ เนื้อหมู เนื้อวัว เป็ด ไก่ กุ้ง หอย ปลาหมึกและเครื่องในทุกชนิด   ห้ามน้ำตาลทรายขาว อาหารกระป๋อง อาหารขัดผิว สะตอ ลูกเหนียง กระถิน ชะอม คะน้า แตงกวา ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว ทุเรียนมะม่วง ละมุด ลำไย
           ส่วนมะม่วงมีกำมะถันสูง ละมุดมีแคลเซียม คาร์บอเนตมากเกินไป มันจะตกตะกอนที่ไต ลำไยมีน้ำตาลอิ่มตัวเข้มข้นแล้วร้อนใน  คะน้ากับแตงกวาจะมียูริคสูง เมื่อยูริคสูงจะมีผลทำให้เลือดเราเป็นกรด และกระถิน ชะอม ลูกเหนียง สะตอ มีไชยานิคสูง จะสังเกตว่าเวลากินแล้วมันฉุนๆ เวลาปัสสาวะออกมาจะมีกลิ่นฉุน นั่นเป็นสารไชยาไนด์ที่เราใช้ฆ่าแมลง ถ้าเรากินเยอะ ตับเราก็เสื่อม เพราะมันเป็นกรด คนใต้จะเป็นกลุ่มคนที่ไตวายเยอะ และตับเสียเยอะพวกปลาหมึก ไข่แดง ไข่นกกระทา ก็ห้าม เพราะจะมีคอเลสเตอรอลสูง

           การทำน้ำเอนไซม์ (Enzyme) น้ำผลไม้เข้มข้น เพื่อใช้ผสมในน้ำผักปั่น  เก็บผลไม้ในสวน เช่นมะเฟือง กล้วย อ้อย สาลี่ หรือผลไม้ตามฤดูการที่หาได้ เช่น สับปะรด กล้วย แอ๊ปเปิ้ลเขียว นำมาหั่นเป็นแว่นๆใส่ในขวดพลาสติก ๕ ลิตร อัตตราส่วนใช้ ผลไม้รวม  ๓  ส่วน น้ำต้มสุกเย็น ๑๐ ส่วน น้ำผึ้ง ๑  ส่วน หมักให้ครบ ๓  เดือน
          น้ำที่หมักเป็นตัวทำละลาย ทำให้สารอาหารในผลไม้ปลดปล่อยตัวเองออกมาทำให้เกิดกรดในการหมักมากขึ้น เมื่อเกิดกรดแล้วความปลอดภัยที่จะเกิดเชื้อโรคจะไม่มี ในกระบวนการหมักแบบนี้ไม่ต้องใช้จุลินทรีย์  ความเป็นกรดที่เราสร้างขึ้น จากการเติมน้ำผึ้ง จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้า ทำให้น้ำหมักชีวภาพปลอดภัยตั้งแต่เริ่มต้นผลิต ถ้ามีผลไม้หวานที่ใส่เข้าไปหวานมาก เช่น กล้วย อ้อย อาจจะลดน้ำผึ้งลงบ้าง
       การเติมน้ำผึ้งให้ทำในขั้นตอนหลังสุด หลังจากหั่นผลไม้ลงในขวดและเติมน้ำแล้ว เก็บไว้ในที่ร่มประมาณ ๑  เดือนจะเกิดฝ้าขาว ฝ้าเขียวน้ำเงิน อย่าตกใจเพราะนั่นไม่ใช่เชื้อโรคแต่เป็นซากของเชื้อโรค ที่เกิดจากการสลายตัว แล้ว ซากยีสต์เหล่านี้ก็จะเกิดการย่อยสลายสารอาหารที่เราหมักไปเป็น “เจลลาติน” นั่นก็คือเราได้วุ้นเกิดขึ้น  และวุ้นนี้ก็คือสารอาหารสำคัญในการช่วยฟื้นฟูร่างกายของเราไม่ให้เจ็บป่วย การเกิดวุ้นแสดงว่ากระบวนการหมักสมบูรณ์แบบ  ในน้ำหมัก ( เอ็นไซม์) จะมีกรดอะมิโน วิตามิน เกลือแร่ และออกซิเจน ความเป็นกรดจะอยู่ที่ ๓.๙ ต่ำกว่า ๔
       เมื่อท่านได้ทราบการทำงานของร่างกาย สารอาหารที่มีประโยชน์ที่ร่างกายจะนำไปฟื้นฟูให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว การที่จะนำไปปฎิบัติ ในชีวิตประจำวันก็ไม่ยุ่งยาก อีกทั้งสามารถนำไปขยายผล ให้บุคคลใกล้ตัวญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท มิตรสหาย ได้นำไปใช้ เพื่อดูแลสุขภาพชะลอวัยห่างไกลหมอ ได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย “ อโรคยา ปรมา ลาภา” ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐครับ
                                                        ---------------------------------------------------
     
   ติดตามข้อมูลสุขภาพได้ที่ 
www.jamrat.net  

blog comments powered by Disqus