สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

มะเร็งระยะสุดท้าย
                                                 มะเร็งระยะสุดท้าย
                                  “ ทางเลือกผู้หมดกรรม”
                                                                จำรัส  เซ็นนิล   รวบรวม/เรียบเรียง
             หากคุณป่วยเป็นมะเร็งไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใดของอวัยวะในร่างกาย หรือเบาหวาน ความดัน ไมเกรน อัมพฤกษ์-อัมพาต เส้นเลือดตีบตัน โรคไต ภูมิแพ้ ไทรอยด์  งูสวัด สะเก็ดเงิน ไส้เลื่อน  กรดไหลย้อน กระดูกทับเส้น กระดูกผุ ต่อมลูกหมากโต ถ้าคุณได้อ่านเรื่องนี้ ก็เปรียบเสมือนสวรรค์ได้เปิดทางให้คุณเดินเข้าสู่เส้นทางชีวิตใหม่หมดเวร-หมดกรรม เหมือนหลายๆคนที่ผมได้ไปพบเห็นและสัมภาษณ์มา
          สืบเนื่องจากการที่ผมขับรถออกจากกรุงเทพฯมานับแรมเดือนเพื่อตระเวนค้นหายาดี ประสบการณ์ตรงของผู้ป่วยทั่วประเทศ นำมาเผยแพร่เป็นวิทยาทาน จวบจนกระทั่งเมื่อต้นเดือนเมษายน ๒๕๖๐ ขณะลัดเลาะไปตามเส้นทางถนนสายเก่าริมฝั่งแม่น้ำโขงของจังหวัดนครพนมถึงบ้านหนาด ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.นครพนม มองเห็นป้ายวัดป่าแก่งเมืองโบราณสถาน ที่เคียงคู่มากับอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ ทำให้ผมต้องขับรถเข้าไปกราบขอพร
   
     
            
    ที่วัดนี้ผมได้หาข้อมูลนำมาเขียนเผยแพร่มีหลายเรื่องที่น่าอัศจรรย์ลี้ลับยากแก่การพิสูจน์ ชาวบ้านต่างร่ำลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระธาตุเจดีย์โบราณ และได้พบกับพระอธิการประวิทย์ อัคคปัญโญ ท่านได้แนะนำสมุนไพรยาดี จนเป็นที่มาของการเดินทางมายังวัดศรีจำปาชนบท อ.พังโคน จ.สกลนคร
  
    
       
   ผมขับรถมาถึงวัดศรีจำปาชนบท อ.พังโคน จ.สกลนครช่วงบ่ายๆ สถานที่วัดร่มรื่นและที่สะดุดตาคือลานตากสมุนไพรหลายชนิดข้างๆ “อาศรมสมุนไพรเพื่อสุขภาพ” ผมเดินเข้าไปสอบถามสุภาพสตรีท่านหนึ่ง
ที่แต่งตัวชุดขาวกำลังง่วนอยู่กับการหั่นตากสมุนไพร ทราบว่าเป็นครูสอนที่โรงเรียนบ้านต้นผึ้ง อ.พังโคนชื่อบาลี พิชัย เคยป่วยเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้าย มีอาการปวดตามตัว ปวดท้องหน่วงๆเหมือนคนมีประจำเดือนมีเลือดไหลทะลักออกมาเป็นก้อนๆเป็นๆหยุดร่วม ๒ ปีกว่า จนสุดท้ายเลือดออกมากขึ้นจนหมดเรี่ยวแรงหามส่งโรงพยาบาล คนรอบข้างไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ ครูบาลีเล่าถึงจุดพลิกผันชีวิตให้ฟังว่า
     
              
       
    “ ดิฉันปฏิเสธการผ่าตัดฉีดคีโม หันมารักษาด้วยยาสมุนไพรได้ไปรักษากับหลวงพ่อที่วัดเหวไฮ อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี หลังจากดื่มสมุนไพร แช่ตัวด้วยสมุนไพร และประคบนวดแล้วดีขึ้นตามลำดับ เดินมาตามแนวทางธรรมชาติบำบัดร่วม ๓ปีก็หายเป็นปกติ จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยคนอื่นบ้างจึงเป็นจิตอาสามาอยู่ที่นี่ ใช้ชื่อว่า ครูอาวรณ์  ห่วงใย”
      หลังจากนั้นครูอาวรณ์ ได้พามานมัสการ
เจ้าอาวาสพระครูสุวัฒน  ประสิทธิคุณ ซึ่งในอดีตท่านก็ป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ตัวเหลืองซีด ทุกวันนี้หน้าตาท่านสดใสหายเป็นปกติ โดยการรักษาตามแนวทางธรรมชาติบำบัด กับหลวงพ่อที่วัดเหวไฮ เช่นกัน

                  
          หลวงปู่คำ  ยสกุลปุตโต               เจดีย์พิพิธภัณฑ์บรรจุอัฐิธาตุอัฐบริขารหลวงปู่คำ

      พระครูสุวัฒน ได้เล่าให้ฟังว่า วัดศรีจำปาชนบทนี้ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๓ ขุนศรีปทุมวงศ์ เจ้าเมืองสกลนคร และนางหล้า ศรีปทุมวงศ์ ซึ่งเป็นน้องเขยและน้องสาวของหลวงปู่คำ ได้มีจิตศรัทธาบริจาคที่ดินเพื่อก่อสร้างเป็นวัดไว้ในบวรพระพุทธ ศาสนา มอบให้หลวงปู่คำ ยสกุลปุตโต  มีเนื้อที่ ๓๐ กว่าไร่
         ท่านมรณภาพเมื่อ วันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ด้วยโรคชรา ณ  สิริอายุรวม ๙๖ พรรษา ๔๒  ถวายเพลิงศพของท่าน เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๑
     “เมื่อวันที่  ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมุฎราชกุมาร(ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐)  เสด็จฯแทนพระองค์ ในการทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและยกฉัตร “เจดีย์พิพิธภัณฑ์บรรจุอัฐิธาตุอัฐบริขารหลวงปู่คำ ยสกุลปุตฺโต หลวงปู่ท่านเป็นพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น”
     ในส่วนของการตั้งอาศรมสมุนไพรเพื่อสุขภาพนั้นพระครูสุวัฒน เจ้าอาวาสเล่าว่า เคยช่วยหลวงปู่แฟบ สุภัทโท วัดป่าดงหวายสกลนครในการสร้างโรงพยาบาลแพทย์แผนไทย   และได้รู้จักกับหลวงพ่อที่ วัดเหวไฮ ที่มีความรู้เรื่องสมุนไพร ท่านสืบทอดจากโยมพ่อซึ่งถือเป็นตระกูลหมอยา
     หลวงพ่อ ท่านเคยป่วยเป็นโรคกระดูกทับเส้น ริดสีดวง  ไส้เลื่อน ไปตรวจที่โรงพยาบาลมีความเห็นว่าจะต้องผ่าตัด แต่ท่านปฏิเสธ และได้หันมารักษาด้วยสมุนไพรจนหายและได้นำสมุนไพรให้ความช่วยเหลือประชาชนเรื่อยมา ผู้ป่วยรู้กิตติศัพท์แห่กันมานับหมื่น ต้องใช้บัตรคิว เมื่อมีคนเยอะเนื่องจากแจกฟรีความวุ่นวายก็เกิดขึ้นค่าใช้จ่ายก็สูงแบกรับภาระไม่ไหวท่านจึงหยุดการแจกยาเรียกว่า “คว่ำหม้อยา”
   “ อาตมา ก็ได้รับอนุญาตให้นำตำรับน้ำสมุนไพรนี้มาใช้รักษาสุขภาพตัวเอง พระเณรในวัดและญาติโยมที่มาวัดโดยแบ่งปันให้ฟรีไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายอะไร”

                         
               พระครูสุวัฒน  ประสิทธิคุณ กับต้นกล้าสมุนไพรยาใหญ่         สมุนไพรยาใหญ่
                  
         พระครูสุวัฒน ได้นำต้นสมุนไพรประดงดำและต้นสมุนไพรยาใหญ่มาให้ดูบอกว่าเป็นสมุนไพรหายากในประเทศไทยมีเพียง ๙ ต้น ต้นใหญ่ขนาด ๑๐ คนโอบ การนำมาทำยาเอาเฉพาะราก ต้องทำพิธีบวงสรวงก่อนที่จะนำรากมาใช้ซึ่งทุกครั้ง จะมีฝนโปรยลงมาตลอด โบราณเรียกว่า “ฝนเสน่หา” ทางวัดกำลังปลูกอนุรักษ์ไว้อยู่
         ส่วนตำรับสมุนไพรที่ใช้ดื่มมีสมุนไพรร่วม ๕๐ ชนิดไม่ว่าจะเป็นกระจ้อนเน่า พลูคาว หญ้าปักกิ่ง  กระชายขาว เห็ดหลินจือแดง หนอนตายอยาก ข้าวเย็นเหนือ-ข้าวเย็นใต้ ซึ่งต้านมะเร็ง และ สมุนไพรประดงดำ ประดงข้อ ประดงเหลือง ประดงสามสิบสอง ซึ่งมีคุณสมบัติในการละลายลิ่มเลือด สมุนไพรกระดูกใส รักษากระดูกผุกร่อน สมุนไพรแต่ละตัวจะดูแลแต่ละส่วนในร่างกาย

                  
      ต้นสมุนไพรประดงดำ           แม่ครูอาวรณ์  ห่วงใย            ไวน์สมุนไพร

        ทุกตัวจะเสริมและแก้กันตามอัตราส่วนที่กำหนด ซึ่งจะใช้ต้มแล้วนำมาหมักกับน้ำตาลบริสุทธิ์ที่ไม่ผ่านการฟอกสี ใช้เวลาหมักจนได้แอลกอฮอล์ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ เพื่อแอลกอฮอล์จะได้นำสมุนไพรแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่ายขึ้น
      “แนวทางการรักษาก็แต่งขันธ์ ๕ ขอพรในการรักษาให้หายจากวิบากกรรม แล้วดื่มน้ำสมุนไพรซึ่งมีตำรับเดียว ใช้สมุนไพรร่วม ๕๐ ชนิดมีทั้งร้อนและเย็น ดื่มเพื่อกระทุ้งโรค ขับไขมัน ขับสารพิษสิ่งผิดปกติในร่างกายออกมา นอกจากนั้นเป็นการปรับสภาพ “หยิน-หยาง”ในร่างกาย  เรียกง่ายๆว่าปรับธาตุ”
      ผมนั่งสนทนากับท่านเจ้าอาวาส ระหว่างนั้นก็มีผู้ป่วยทยอยมาเรื่อยๆ การดื่มสมุนไพรครั้งแรกๆท่านบอกว่าผู้ป่วยจะมีอาการข้างเคียง บางคนจะอ่อนเพลียและปวดเมื่อยตามร่างกาย มีผดผื่นและคันตามร่างกาย มีอาการง่วงนอน มีอาการขับถ่ายบ่อยขึ้น    นอกจากดื่มน้ำสมุนไพรแล้ว ที่วัดยังให้ผู้ป่วยนอนแช่น้ำยาสมุนไพรด้วย ความร้อนพอทนได้ สลับกับแช่น้ำเย็นในอ่าง หลังจากนั้นก็จะนวดประคบอีก 
    “ มะเร็งทุกชนิด โดยเฉพาะมะเร็งเม็ดเลือดขาว  มะเร็งเต้านม เกล็ดเลือดต่ำ ไตระยะสุดท้าย เบาหวาน ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ภูมิแพ้ ไทรอยด์ ไมเกรน สะเก็ดเงิน งูสวัด เรียกว่าสารพัด ถ้าหากธาตุเราดีร่างกายทำงานปกติภูมิต้านทานดี มันจะเยียวยามันเอง เรียกว่าเรามาฟื้นฟูให้ร่างกายแข็งแรงเพื่อต้านโรคดีกว่า
         วัดมีเมรุ แต่ไม่อยากเผาคน อาตมาอยากช่วยคน 
“ แก้โรคกรรม” หมั่นทำความดีคิดบวกต้องหลุดพ้นจากบ่วงกรรม ใครได้มาที่นี่ก็เหมือนใกล้หมดเวรหมดกรรม พบหนทางสว่างสู่อนาคตที่ดี ครอบครัวอบอุ่น”
      ผมได้มีโอกาสดื่มสมุนไพรตำรับดังกล่าว รสชาติเหมือนไวน์ครับ น้ำสมุนไพรสีออกแดงเข้มๆเหมือนไวน์องุ่นแดง กินง่าย ตามด้วยน้ำสมุนไพรร้อน วันนั้นผมอยู่ที่วัดร่วมสามสี่ชั่วโมงดื่มสมุนไพรต่อเนื่องไม่หยุดพอยกแก้ว แม่ครูอาวรณ์ ก็จะรินให้อีก ท่านบอกกินเลยให้ต่อเนื่องเป็นการกระทุ้งโรคฮ่าๆๆๆ
   “ คุณจำรัส เดี๋ยวลงแช่สมุนไพรเลย เตรียมไว้ให้แล้ว แช่นานๆนะเพราะตัวยาเข้มข้นมาก ” แม่ครูอาวรณ์ มากระซิบ
  “ ผมไม่ได้เตรียมเสื้อผ้ามาเปลี่ยนครับ”
  “ ไม่เป็นไร ครูได้ให้น้องๆเขาเตรียมให้แล้ว คุณจำรัส จะได้รู้ด้วยตัวเองว่า มันโล่งปลอดโปร่งเบาตัว เสร็จแล้วจะได้ประคบสมุนไพรให้อีก รับรองอาทิตย์เดียว เลือดลมไหลดี จะหนุ่มขึ้นแน่นอน ”
       คำว่า “หนุ่มขึ้นแน่นอน” ของแม่ครู มันก้องหูผม ฮ่าๆๆๆ ต้องขอบคุณท่านเจ้าอาวาส แม่ครูอาวรณ์ และน้องๆ คอยดูแลอย่างดี ก่อไฟต้มสมุนไพรไว้ให้แช่เท้า -แช่ตัว และนึ่งลูกประคบเตรียมประคบให้ แถมเจ้าอาวาสยังนำขนมมาให้กินอีกเพื่อไม่ให้ท้องว่างก่อนดื่มน้ำสมุนไพร ฮ่าๆๆๆ

   
                
                   แปลกมากผมดื่มน้ำสมุนไพรแล้ว ฝายลม ( ตด)  ไม่หยุดสงสัยจะมีแก็สเยอะ ฮ่าๆๆๆ แม่ครูอาวรณ์ยังเล่าว่ามีผู้ป่วยเบาหวานป่วยมา ๑๗ ปีเข้าออกโรงพยาบาลกินยาเป็นอาหารตัวเหลืองซีด หลังมาที่นี่ดื่มสมุนไพรแช่น้ำสมุนไพร ๔-๕ วันเห็นความเปลี่ยนแปลงเนื้อตัวแดง หน้าตาเปล่งปลั่งจนผิดหูผิดตา เพียง ๑ เดือน ค่าเบาหวานหายไป
                ผมได้พูดคุยกับผู้ป่วยหลายคน กรณี ลุงฤทธิไกร พิมพ์มหา อดีตทหารผ่านศึก อายุ ๗๕ ปี หนึ่งในผู้ป่วยเบาหวานที่มาดื่มสมุนไพรที่วัดได้เล่าให้ผมฟังว่า
    “ ผมเป็นเบาหวานกลางคืนต้องลุกปัสสาวะมากถึง ๗- ๘­ ครั้ง เดินทางไปไหนต้องแวะปั๊มเข้าห้องน้ำเป็นระยะๆ ชั่วโมงละ ๒ ครั้ง น่ารำคาญมาก และก็มีแผลเบาหวาน รักษากับแพทย์แผนปัจจุบัน ๓ เดือนแล้วไม่ดีขึ้น มาที่นี่กินยา อาทิตย์เดียว เบาหวานดีขึ้นเป็นลำดับ ปัสสาวะน้อยลงเกือบปกติแล้ว แผลเบาหวานหายแล้ว วันนี้มาเอาน้ำสมุนไพรเพิ่ม”
            
   
                                                                                            ลุงฤทธิไกร พิมพ์มหา
         อีกรายคุณอุทัย  นรสาร บ้านอยู่พังโคนสกลนคร เป็นโรคมะเร็งตับระยะสุดท้าย อาการคือปวดท้องรุนแรงตอนแรกนึกว่าเป็นโรคกระเพาะ ตัวเหลือง อัลตร้าซาวด์พบก้อนอยู่ในกระเพาะหมอให้กินยาแผนปัจจุบันวันละ ๒ ขวด หมดไป ๒๖ ขวด ก็ไม่หายปวดทรมานจน หมอไม่รับแล้ว หมอบอกถ้าเป็นไปได้ให้ไปหาหมอเทวดา เหมือนเป็นการชี้แนะให้ไปพึ่งหมอสมุนไพร
       “มารักษาที่นี่ ท่านให้ดื่มน้ำสมุนไพร ๓ วันแรกเหงื่อออกมากเหม็นคาวเหมือนคนใกล้ตายเขาเรียกเหงื่อกาฬ ตับร้อนระอุเลย ผมดื่มทุก ๓ ชั่วโมง ให้มันกระทุ้งโรค โอ้โห้ ช่วง ๗ วันแรกที่ดื่ม ถ่ายท้องคืนละ ๔-๕ ครั้งเหม็นคาว ผมรักษามาเพียง ๑ เดือน ตอนนี้ไม่มีปวดอีกเลย” เสียดายมัวแต่ตื่นเต้นซักถามเลยลืมบันทึกภาพคุณอุทัย มานึกได้คุณอุทัยกลับไปแล้ว ฮ่าๆๆ
       พี่ชายของพระพรสมบัติ สุมังคโร ที่บวชอยู่ที่วัดนี้ก็ป่วยหมอตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งลำไส้ ใหญ่
หลังดื่มสมุนไพรที่วัดนี้แล้ว หมอส่องกล้อง ลำไส้สะอาดมากจนหมอสงสัยท่านเจ้าอาวาสเล่าประสบการณ์ผู้ป่วยให้ฟังเพราะคนที่มารักษาจะมีสมุดลงทะเบียนเก็บไว้ด้วย อย่างกรณีผู้ป่วยที่ อ.สำโรง จังหวัดสมุทรปราการป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ผ่าตัดฉีดคีโม ผมร่วง มะเร็งลามมาที่ปอด ฉายแสงจนครบเอาไม่อยู่ มาดื่มน้ำสมุนไพรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำ ปัจจุบันหายเป็นปกติ
        เย็นวันนั้นผมได้พบกับคุณวัชรินทร์  พรหมโสภา บ้านอยู่ อ.ส่องดาว สกลนคร เป็นอดีตข้าราชการบำนาญ ไม่น่าเชื่ออายุหกสิบกว่าแล้วแต่หน้าตาหนุ่มมาก เดินทางมากับพี่สาวชื่อคุณกลิ่น มาลา มีโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน และมีไขมันในเส้นเลือดทำให้เส้นเลือดตีบตัน รักษาอย่างไรก็ไม่หาย พักอยู่ที่กรุงเทพฯก็เครียด นอนไม่หลับ นั่งสายตาเหม่อลอย เหมือนคนสิ้นหวัง ถามคำตอบคำตัดสินใจจะมาอยู่ที่บ้านสกลนครคิดว่ามาตายบ้านดีกว่า
     “พี่มาที่นี่เป็นครั้งที่ ๓ แล้ว พี่สุขภาพดีขึ้นมาก แต่ก่อนหน้าตาซีดเซียวเหมือนคนอมโรค ตอนนี้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า  มีแรงขึ้นเยอะกินข่าวได้ นอนหลับสบาย” 

                  
             คุณกลิ่น  มาลา                     คุณวัชรินทร์   พรหมโสภา

     ส่วนคุณวัชรินทร์ ก็เล่าให้ฟังว่าตัวเองนั้นหลังเกษียณก็หันมาทำเกษตรพอเพียงที่บ้าน อยู่ๆก็เกิดปวดหลังตัวงอ เข่า ๒ ข้างไม่มีแรงเดินไม่ได้ หมอลงความเห็นว่าเป็นหมอนรองกระดูกผุ รักษาจนไม่รู้จะรักษาอย่างไร ฝังเข็มก็เคยไม่หาย นึกว่าชีวิตนี้หมดหวังแล้ว หน้าตาซูบผอมมีริ้วรอยเรียกว่าโทรมมาก
      “ ผมได้มารักษาที่นี่ ดื่มสมุนไพรเพียง ๑ อาทิตย์ ตื่นเช้ารู้สึกแปลกๆความรู้สึกมันดีขึ้น แต่พอวันที่ ๔ ที่ ๕ เป็นไข้หนัก ถ้าจะว่าไปแล้วเหมือนธาตุขันธ์แตก แต่พอหลังจากนั้นก็จะโล่งตัวเบาเริ่มมีเรี่ยวแรง ดื่มสมุนไพรรักษามาพอสัปดาห์ที่ ๕ ผมเริ่มลุกเดินได้ ริ้วรอยที่หน้าตาหายไป ผมว่าเหมือนกับสมุนไพรนี้มันไปกระตุ้นหรือไปสร้างสเต็มเซลล์ขึ้นใหม่ ทำให้รู้สึกฟื้นตัวเร็ว อย่างผมหมอว่ากระดุกผุหมดทางแล้ว ตอนนี้ผมนั่งสบาย ไม่ปวดเลย    
       ผมจะมาแช่น้ำสมุนไพรบ่อยๆ ให้พังผืดมันละลายสลายไป และก็กินยาควบคู่ไปด้วย พร้อมกับการนวดประคบเพื่อให้ท่อเลือดและเม็ดเลือดไหลสะดวก  เมื่อดื่มสมุนไพรแล้ว จะระบายขับถ่ายดี กินข้าวได้เยอะ  มีหลายคนมาทักว่าผมหนุ่มขึ้นนะครับ”
     ในอดีตผมเคยเห็นผู้ป่วยมะเร็งตับส่วนใหญ่ท้องจะบวมโต การรักษามีแต่ทรงกับทรุดและเสียชีวิต ด้วยความสงสัยผมได้ถามพระครูสุวัฒนว่า กรณีผู้ป่วยมะเร็งตับส่วนใหญ่ท้องจะบวบที่ผ่านมามีประสบการณ์การรักษาไหมครับ
   “ มี ก็ให้จิบยาสมุนไพรไปเรื่อยๆ จะค่อยๆยุบไป มีรายหนึ่งหมอโรงพยาบาลบอกอยู่ได้ไม่เกิน ๓ เดือน มาแก้กรรม-อธิษฐานจิตรักษาที่นี่ อาการป่วยก็ดีขึ้นเรื่อยๆ”     ท่านได้เดินไปหยิบหนังสือลงทะเบียนผู้ป่วย ส่งให้ผมดู มีรายชื่อนักธุรกิจ ข้าราชการชาวบ้าน แม้กระทั่งหมอโรงพยาบาล ยังพาครอบครัวมา มีแทบทุกจังหวัด บางคนรักษาหายแล้วก็นำพระพุทธรูปพระประธานองค์ใหญ่มาถวายวัด
                   
   “ ก่อนโยมจำรัสมา อ่างแช่สมุนไพรเป็นอ่างปูน ที่เห็นอ่างแช่สมุนไพร ๒ อ่างในห้อง ก็มีโยมถวายมาเพิ่งสร้างเสร็จไม่ถึง ๓ วันนี่เอง” 
        แสดงว่าผมโชคดีได้นอนแช่สมุนไพรอ่างใหม่ ฮ่าๆๆ ระหว่างที่ผมนอนแช่น้ำสมุนไพร ก็คิดไปว่า กว่าจะหาสมุนไพรมาได้ ก็ยาก ต้องมาปรุงต้ม ไหนจะถ่านจะฝืน แล้วเรานอนแช่ น้ำสมุนไพรเต็มอ่าง นอนแช่คนเดียว  เราแช่เสร็จก็เททิ้งเปลี่ยนใหม่ให้คนอื่น ต้องเปลืองแน่ๆ แล้วทางวัดก็ไม่ได้เรียกร้องค่าหยูกยา จะยืนหยัดอยู่ได้อย่างไร    ถ้าทุกคนช่วยกันตามกำลังศรัทธา คงช่วยคนป่วยได้อีกเยอะ ดีกว่าไปสัมมะเลเทเมา คนมีช่วยคนจน น่าจะได้กุศลเยอะ คนที่มาช่วยทำในวัดก็จิตอาสา ก็ขอฝากวิงวอน ทุกคนใส่ใจ ตามกำลังศรัทธา เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยให้พ้นจากความทุกข์ทรมาน มีน้อยช่วยน้อย มีมากช่วยมาก    เรื่องบารมี บุญ  ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน มันจะกลับทดแทนเราไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่ที่ได้รับแน่ๆ คือ
“ความสุขใจ”
        การเดินทางมาที่วัดศรีจำปาชนบท อ.พังโคน จ.สกลนคร มาจากที่ไหนก็ตามให้มาให้ถึง ๔ แยกในตัวอำเภอพังโคนสอบถามแม่ค้าพ่อค้าชาวบ้านในตลาดรู้จักกันดี ห่างจาก ๔ แยกอำเภอพังโคนไม่ถึงกิโลครับหรือจะติดต่อสอบถามนัดหมาย ที่แม่ครู อาวรณ์  ห่วงใย ที่หมายเลข  ๐๙๑-๗๙๔-๑๔๙๑   ผมเป็นเพียงผู้แนะนำ สิทธิในการรักษาเป็นเรื่องของท่านที่จะตัดสินใจ ขอให้โชคดี ครับ

                                                        --------------------------  
                                                                                                                          
 
 
 
 
   
 
  
 
   
 
  

blog comments powered by Disqus