เรื่องเล่าสุขภาพ

มดลูกหย่อน-มดลูกต่ำ

    มดลูกหย่อน

                           จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง

                    ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ ผู้หญิงอีกอย่างหนึ่ง คือ ปัญหาเรื่องมดลูกหย่อน  หรือมดลูกต่ำแต่คงไม่ถึงกับ ยาน นะครับ ที่ผมเขียนเรื่องนี้เนื่องจากมีแฟนคลับหลายคนโทรมาสอบถาม
        “ คุณจำรัส คุณแม่เป็นมดลูกหย่อนไม่อยากให้คุณแม่ผ่าตัด  พอมียาสมุนไพรอะไรกินไหม สงสารคุณแม่”   ไม่รู้คุณแม่จริงหรือเปล่า อ้างไว้ก่อน ถ้าบอกตัวเองเป็นเดี่ยวคนจะรู้ เพราะโรคนี้เกิดกับผู้หญิงที่มีประวัติมีครอบครัว ผ่านการมีลูกมาแล้วหลายคน การคลอดหลายครั้งทำให้เส้นเอ็นยึดตัวมดลูกหย่อนยานผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาก ช่องคลอดมีการใช้งานหนักมาก มีอายุ และทำงานหนัก
       ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า มดลูกอยู่ในช่องท้องน้อย และสามารถเคลื่อนไปได้ทั้งทางซ้ายขวา บนและล่าง โดยปกติตำแหน่งของมดลูกจะอยู่ในแนวตั้งระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับทวารหนัก แต่ตำแหน่งดังกล่าวอาจเคลื่อนไปได้หากกระเพาะปัสสาวะเต็มหรือทวารหนักเต็มไปด้วยกากอาหารที่คั่งค้าง อาการที่มดลูกหย่อนอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เมื่อใดที่เกิดอาการนี้ส่วนมากอาการ “อักเสบ” มักจะตามมา
          อาการแสดงของมดลูกหย่อนได้แก่ ปวดหลัง ปวดศีรษะ เกิดอาการถ่วงในช่องท้องน้อย และท้องผูก หากเอ็นยึดมดลูกเสียไปมาก ปากมดลูกอาจเป็นแผล ในกรณีนี้ผู้ป่วยอาจจะรู้สึกระคายเคือง ศูนย์ประสาทบริเวณนั้นก็ได้รับความกระทบกระเทือนไปด้วย ผู้ป่วยมักจะหงุดหงิดและซึมเศร้า บางรายบ่นอ่อนเพลียเหนื่อยง่ายตลอดเวลา
            การแพทย์แผนตะวันตกรักษาอาการมดลูกหย่อนด้วยการผ่าตัด หรือภาษาที่เรามักจะพูดกัน คือ การทำรีแพร์ หรือไม่เช่นนั้นก็แนะนำผู้ป่วยให้ใส่เครื่องมือเล็กๆเข้าไปในช่องคลอดเพื่อพยุงมดลูกเอาไว้ วิธีนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หาอะไรสักอย่างหนึ่งมายึดมดลูกให้อยู่กับที่ป้องกันไม่ให้หย่อนยานเคลื่อนต่ำลงมา การผ่าตัดที่ได้ผลก็คือการตัดมดลูกและรังไข่ออกทั้งหมด ไม่เช่นนั้นอาการมดลูกหย่อนก็จะกลับเป็นขึ้นมาอีก
         สมัยเด็กๆผมเห็นคุณแม่นอนไฟ โบราณเรียกอยู่ไฟหลังคลอดน้อง คือจะนอนบนแคร่ ไม้ไผ่ ด้านล่างก็จะมีถาดใส่ถ่านเกลี่ยเรียบๆ อุณหภูมิพอเหมาะ ระยะหลังมาก็ยังเคยเห็นมีการอบสมุนไพรในสุ่มไก่ขนาดใหญ่ คือนั่งในสุ่มไก่ที่มีหม้อสมุนไพรต้มเดือดมีควันพวยพุ่งขึ้นมาภายในสุ่มไก่ที่คลุมด้วยผ้า
      “ ที่ทำอย่างนี้เพื่อต้องการให้มดลูก เข้าอู่เร็ว” แม่เคยเล่าให้ฟัง
       เนื่องจากปัจจุบันผู้หญิงหลังคลอดบุตรมักไม่ได้อยู่ไฟ มดลูกเข้าอู่ช้า ประกอบกับการทำงานแข่งกับเวลาทำให้ผู้หญิงหลายคนมักประสบกับปัญหานี้ ภูมิปัญญาพื้นบ้านไทยเราก็ยังมียาสมุนไพรให้รับประทานซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นตำรับยาคือมีตัวยาหลายชนิด
       คุณสมนา  ศรียันต์ แฟนคลับผมคนหนึ่งทำงานอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี แต่เป็นคนพื้นเพที่จังหวัดสุรินทร์ ต้นตระกูลปู่เป็นชาวกุย (ชาวกุย จะเก่งเรื่องการเลี้ยงช้างจับช้าง คาถาอาคมและสมุนไพร) ได้แนะนำตำรับยาของคุณปู่ในการบำบัดรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคมดลูกหย่อนเพื่อเป็นวิทยาทาน สามารถนำมาต้มกินได้ นอกจากแก้เรื่องมดลูกหย่อนแล้ว ยังจะช่วยเรื่องของเลือดลมขับน้ำคาวปลา ฟอกเลือด บำรุงเลือด มดลูกกระชับ สิวฝ้าจะจางหาย ผิวพรรณจะสวยงามอีกด้วย ตัวยาแก้มดลูกหย่อนมีดังนี้
          ว่านร้อยผัว ๒๐๐  กรัม ว่านชักมดลูก ๑๕๐  กรัม ว่านมหาเมฆ  ๑๕๐  กรัม มะขามเปียก ๑๕๐  กรัม แก่นฝาง  ๑๕๐  กรัม ดอกคำฝอย ๕๐  กรัม ตังกุย ๕๐  กรัม  กราวเครือขาว ๕๐  กรัม  โกศพร้าว ๕๐  กรัม ผิวมะกรูด  ๕๐  กรัม ว่านสากเหล็ก ๕๐  กรัม ว่านนางคำ  ๕๐  กรัม เจตมูลเพลิง ๑๐๐  กรัม สมุนไพรทุกอย่างแห้งหมด น้ำผึ้ง  ๑๐๐  กรัม น้ำ  ๑๐  ลิตร
           นำทุกอย่างใส่หม้อดินต้มให้เดือด แล้วหรี่ไฟอ่อนๆทิ้งไว้  ๒๐  นาที เสร็จแล้วปล่อยให้เย็น จะใส่เหล้าขาวขวดเล็ก ๓๕๐ มิลลิลิตรก็ยิ่งดี (ใส่เหล้าตอนน้ำเย็นแล้ว) หมักไว้  ๑  เดือน กินก่อนอาหารเช้า-เย็น ๒  ช้อนโต๊ะ กินแล้วผู้ป่วยจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงทันที
       หากใครหาตัวยา ลำบาก จะฝากสตุ้ง สะตอ สะตางค์ ให้คุณสมนา หาซื้อให้ก็ได้ เธอบอกยินดีช่วยเหลือติดต่อ คุณสมนา  ศรียันต์  โทร ๐๘-๙๗๔๙-๙๘๓๙   ผมว่านอกจากมดลูกเข้าอู่ มดลูกยังกระชับแล้ว ก็น่าจะเรียกว่าเป็นวิธีทำสาวแบบโบราณ ผัวรักผัวหลง ถึงแม้มีลูกหลายคน แต่สภาพร่างกายคงกระฉับกระเฉงเหมือนเด็กสาวๆเป็นแน่เลย ถ้าไม่กินสูตรนี้แล้วก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร  ฮ่าๆๆๆ
                                    ---------------------------------------------------------------
                                                                                                   อาทิตย์ที่ ๑๐  มีค.๒๕๕๕
                                                                                                           ๐๔.๓๐ น.
 
 
   
 
 
 
 



 

blog comments powered by Disqus