เรื่องเล่าสุขภาพ

เพิ่มพลังทางเพศ

                เพิ่มพลังทางเพศ

                 “ตำรับช้างตกมัน”
                             จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
              หลายปีมาแล้วผมมีโอกาสเดินทางไปทำข่าวที่ นครวัด-นครธม สิ่งมหัศจรรย์อันดับ ๗ ของโลกที่กัมพูชากับคณะสื่อมวลชนไทย ที่นั่นผมได้พบกับคุณสมพงษ์ จิราระรื่นศักดิ์ สมัยนั้นท่านดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา
              ท่านเล่าว่ามีพรานทะเลคนหนึ่งอายุมากแล้วถือเป็นคนเก่าคนแก่ที่ชาวเลรู้จักกันดีในแถบท้องทะเลอันดามัน สุขภาพท่านแข็งแรงมาก ท่านได้แนะนำสูตรยาดอง อายุวัฒนะเพิ่มพลังทางเพศ “ตำรับช้างตกมัน”
ให้นำไปดองดู ตัวยามีด้วยกัน  ๔  ชนิดคือ  พยัคฆ์เมฆา อาชาผงาด  สุดสวาทนารีและอิสตรีรำพึง ถือเป็นสูตรที่ท่านหวงแหนมากที่สืบทอดกันมา ไม่รักกันจริงมักจะไม่บอกกัน
           สมุนไพรที่นำมาดองทั้ง ๔  ชนิด ต้องตากแดดให้แห้ง ในอัตราส่วนเท่ากัน เหล้าขาว  ๒  ขวด น้ำผึ้ง  ๑  ขวด คุณสมพงษ์ดองไว้นานจนลืม มาคิดขึ้นได้ก็ดองปาเข้าไปตั้ง ๓ เดือน คืนวันหนึ่งมีชาวประมงที่รู้จักนับถือกันมาเยี่ยม จึงได้นำออกมาต้อนรับเลี้ยงดูปูเสื่อ  ผลปรากฏว่าหลังจากชาวประมงคนนั้นกลับไปได้เพียง ๓ วัน ก็ย้อนกลับมาอีก
          “ หัวหน้าครับ ยาดองยังเหลืออีกหรือเปล่าครับ” ชาวประมงถามหายาดอง สอบถามได้ความว่าเมียให้มาขอ เพราะสามีห่อเหี่ยวมานาน นกเขาไม่ขัน หลังจากดื่มเหล้าดองยาสูตรนี้แล้ว สามีสู้ทั้งคืนจนเมียติดใจ ไล่ให้มาขออีก ฮ่าๆๆ นี่คุณสมพงษ์เล่าให้ฟังนะครับ
          ผมได้สูตรยาตามที่คุณสมพงษ์เล่า ได้แต่นั่งฟังไม่กล้าแสดงอาการอยากรู้ออกนอกหน้า ไม่กล้าซักถาม ได้แต่หัวเราะ ฮึๆ พอได้จังหวะเข้าห้องน้ำกลังลืมสูตรยา ต้องหาเศษกระดาษบันทึกตัวยาสมุนไพรไว้กันลืม เพราะคืนนั้น ผมกับหัวหน้าอุทยานฯ ก็ก้งเหล้าเขมรกันพอหอมปากหอมคอตาลายเหมือนกัน
       กลับมาเมืองไทยผมได้เขียนลงในหนังสือเคล็ดลับภูมิปัญญาไทย ก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก สำหรับสูตรยาสมุนไพรตำรับนี้ผมขอขยายความเพิ่มเติม จะได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากคนโบราณเขาจะหวงวิชา ถ้าใครคุณสมบัติไม่เหมาะสมเขาจะไม่ถ่ายทอดวิชาให้ จึงใช้ชื่อสมุนไพรแปลกๆแล้วค่อยไปแปลเอา 
         สำหรับสมุนไพรสุดสวาทนารี ก็หมายถึงชะเอมไทย หรืออ้อยสามสวน บางแห่งก็เรียกส้มป่อยหวาน หรือกอกกั๋น , อ้อยช้าง แล้วแต่จะเรียก ที่จังหวัดตรังเรียก เซเบี๊ยดกาเซ       เป็นไม้เถายืนต้นขนาดกลาง เมื่ออายุมากๆ จะโตเหมือนไม้ยืนต้น ตามลำต้นมีหนาม ใบประกอบ ใบย่อยขนาดเล็ก โตกว่าใบส้มป่อย ดอกช่อสีขาว เล็กหอม ฝักเบนยาวประมาณ ๔ นิ้ว เกิดตามป่าดงดิบเขาและป่าโปร่งทั่วไป ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด 
        สรรพคุณของสุดสวาทนารีคือ  เนื้อไม้ รสหวาน แก้โรคในคอ แก้ลม แก้เลือดออกตามไรฟัน บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง บำรุงกล้ามเนื้อให้เจริญ ขับเสมหะ แก้น้ำลายเหนียว ทำให้ชุ่มคอ บำรุงปอด แก้อ่อนเพลีย
       ส่วนพยัคฆ์เมฆา หมายถึง สมุนไพรกำลังเสือโคร่ง หรือกำลังพญาเสือโคร่ง สมุนไพรชนิดนี้ถือได้ว่าเป็นยาอายุวัฒนะโดยเปลือกไม้ (ซึ่งเปลือกต้นจะมีน้ำมันหอมระเหยชนิดหนึ่ง กลิ่นฉุนแรงคล้ายน้ำมันระกำ แต่ถ้าทิ้งไว้จนเปลือกแห้งกลิ่นหอมจะระเหยไปจนหมด) ต้มกับน้ำเป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง เจริญอาหาร ขับลมในลำไส้ บำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง ที่สำคัญแก้ปวดเมื่อยตามร่างกายได้ดีมาก ช่วยชำระล้างไตให้สะอาด  
ต้นไม้ต้นนี้ยังมีคุณกับเพศหญิงโดยเฉพาะ สำหรับผู้หญิงที่ไม่สมบูรณ์ทางร่างกาย มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภายใน มดลูกไม่แข็งแรงหรือช้ำ อักเสบเนื่องจากการกระทบกระเทือน แท้งบุตร สามารถนำเอาเปลือกต้นถากออกจากลำใส่ภาชนะต้มน้ำให้เดือด เคี่ยวไฟอ่อนๆ รับประทานต่อเนื่อง ระบบต่างๆที่มีปัญหาจะหายเป็นปลิดทิ้ง
     
            อีกชนิดคือสมุนไพรอาชาผงาด อันหมายถึงสมุนไพรม้ากระทืบโรง บ้างก็เรียกว่า เดื่อเครือ ม้าทะลายโรง (คงคึกมาก)  ม้าคอกแตก ( คงแรงมาก) และอีกชื่อคือ มันฤาษี คงไม่กลับกันว่าฤาษีมันส์ นะครับ อาชาผงาดในตำราไทย ใช้เถา บำรุงกำลัง ต้นใช้บำรุงร่างกาย บำรุงความกำหนัด ช่วยขับน้ำย่อย เนื้อไม้แก้ปวดหลัง แก้ปวดหัว  ตั้งต้นบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง          
            และสมุนไพรขนานสุดท้ายคือ สมุนไพรอิสตรีรำพึง อันหมายถึงสมุนไพรข้าวเย็นเหนือ  สรรพคุณ ใช้หัวแก้เส้นพิการ น้ำเหลืองเสีย กามโรค ฝีเปื่อย พุพอง และต้นแก้อัมพาตแก้ประดง คุดทะราด น้ำเหลืองเสีย แก้เส้นเอ็นพิการ แก้กามโรค ออกดอกเข้าข้อ ฝีแผลเน่าเปื่อยพุพอง เม็ดผื่นคัน ดับพิษในกระดูก แก้ปัสสาวะ
        สมุนไพรสูตรนี้สมุนไพรทุกตัวต้องตากแดดให้แห้งแล้วจึงนำมาดอง ดองไว้นาน ๑ เดือนก็ดื่มได้แล้ว แต่ถ้าเกิน ๓ เดือน จะสุดยอด ใช้ดื่มก่อนนอน ทั้งสามี-ภรรยา คนละ  ๑ เป็กก็พอ ถนอมแรงเอาไว้ทำงานบ้างฮ่าๆๆ
                              -------------------------------------------------------------------------
 
:
 
 

blog comments powered by Disqus