เรื่องเล่าสุขภาพ

ดีปลาช่อน-ปีแป๋ "ขม-หวาน" ยาดี
                        ดีปลาช่อน-ปีแป๋
                     “ขม-หวาน” ยาดีมีประโยชน์
                                                    จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
                 ผมเดินทางไปจังหวัดระยองเยี่ยมสวนผลไม้พอเพียงของคุณอัญญการ  พุ่มพวง อยู่ที่บ้านคลองปูน  ตำบลปากน้ำประแสร์ อำเภอแกลง  จังหวัดระยอง ต้องยอมรับว่าเป็นสวนผลไม้ที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก แม้ขี้นก หล่นมาจากฟ้าลงมาในสวน ยังเกิดเป็นต้นพริก เต็มไปหมด เนื่องจากคุณอัญญการทำเกษตรแบบอินทรีย์ ผลไม้จากสวนนี้จึงมีรสชาติหวานอร่อย จะมีแม่ค้ามาซื้อถึงสวน ด้วยความมั่นใจในคุณภาพ


               ที่สวนพอเพียงของคุณอัญญการจะมี ทุเรียน มังคุด ลำไย ลองกอง ปี่แป๋ มะม่วง มะระกอ กล้วย ขนุน  แก้วมังกร และพืชผักสวนครัวอีกมามาย เรียกว่าจะทำกับข้าว ประเภทเครื่องเคียงหรือเครื่องปรุงในสวนมีหมดทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นชะอม มะนาว พริก  โหระพา ตะไคร้ ขิง ข่า หอม กระเทียมและผักต่างๆ
             คุณอัญญการ นำผมไปชมผลไม้ พืชผักในสวน รวมถึงแหล่งน้ำ ที่เขียวเหมือนสีมรกต รูปร่างเหมือนกาละมัง ใบใหญ่ คุณอัญญการ บอกว่า

            “ การเกษตรแหล่งน้ำสำคัญมาก ที่นี่แหล่งน้ำเรามีเนื้อที่ถึง ๒๑ ไร่”
           ถึงแม้วันนั้นแดดจะร้อนแต่เราเดินในสวนผสมอันร่มรื่นที่มีพันธ์ไม้ต่างๆแผ่กิ่งก้านสาขา ร่มเย็น สูดอากาศบริสุทธิ์ ผมพัดเย็นๆมาตลอด ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย  ภายในสวนผมได้พบต้นดีปลาช่อนต้นหนึ่งแผ่กิ่งก้านสาขาเป็นพุ่ม ที่คุณอัญญการปลูกไว้กินกับ ลาบและน้ำพริก ด้วยความอยากรู้ ผมเด็ดมา ๑ ใบ แล้วจับไส่ปากเคี้ยวๆ โอ้โห้ เจ้าแม่พระคุณเอ่ย...ขมครับ เหมือนกิน “น้ำดี”  หรือน้ำ “เพลี้ย” ที่คนอิสานนำไปใส่ในลาบให้มีรสขม หวานเป็นลม ขมเป็นยา โบราณว่าไว้


          พูดถึงดีปลาช่อน” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tacca chantrieri Andre   อยู่ในวงศ์ Taccaceae มีชื่อ Common name ว่า “Bat Flower”  และมีชื่ออื่นเรียกต่างกันตามท้องถิ่น หลายชื่อ เช่นดีงูหว้า คลุ้มเลียม, ว่านหัวเลียม, ว่านหัวฬา  ดีปลาช่อน นิลพูสี   มังกรดำ  ม้าถอนหลัก ว่านพังพอน  และเนระพูสีไทย      
           ดีปลาช่อน ถือเป็นสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา โดยใช้ ทั้งต้นผสมสมุนไพรอื่น  ฝนรวมกันกินแก้เบื่อเมา ชาวเขาเผ่าแม้ว มูเซอ ใช้ ราก ต้น เหง้า ใบ ต้มน้ำดื่ม หรือเคี้ยวกิน แก้ปวด ปวดตามร่างกาย มะเร็ง ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย อาหารเป็นพิษ โรคกระเพาะอาหาร และบำรุงร่างกาย
          “นี่ต้นอะไรครับ”  ผมถามระหว่างที่คุณอัญญการ พาตะลุยสวน
     “ต้นนี้ ชื่อปี่แป๋ ที่เขาใช้ทำยาแก้ไอ ชวนป๋วยปี่แป่กอ ไง เคยได้ยินไหม”
     “ อ๋อ..เคยได้ยินในโฆษณาบ่อยๆ ในร้านก็เคยเห็นเป็นขวดสี่เหลี่ยมเล็กๆ นี่หรือครับ” ตื่นเต้นที่ได้เห็นต้นกำเนิดยาชนิดนี้
    “ บางคนเรียก ผี –ผา เพราะภาษาอังกฤษเขียนว่า  พี-ไอ-พี-เอ ( PIPA) เป็นผลไม้ของญี่ปุ่น”  คุณอัญญการเล่าต่อโดยที่ผมยังไม่ทันได้ถาม
             ปีแป๋” เป็นผลไม้ที่มีทรงผลคล้ายๆ ลูกแพร์ แต่ขนาดของผลเล็กกว่า ขนาดผลมีความยาวประมาณ ๑-๒ นิ้ว ขนาดผลใหญ่ใกล้เคียงกับมะปรางยักษ์ ติดผลเป็นพวง พวงละ ๕-๑๐ ผล ผิวผลและขั้วผลจะมีขนละเอียดนุ่มปกคลุมอยู่ วิธีรับประทานปีแป๋นั้น เพียงท่านลอกเปลือกที่ผลออก โดยจะมีลักษณะเป็นเปลือกบาง ๆก็สามารถทานปีแป๋ได้โดยง่าย รสชาติของปีแป๋ มีรสชาติหวานกำลังดี ไม่หวานจัด หรือ หวานแหลมจนแสบคอ เหมาะกับผู้สูงอายุ

          ปีแป๋มีรสหวานเย็น มีความฉ่ำ หอม เนื้อละเอียด ภายในผลมีเมล็ด ๓-๔ เมล็ดเท่านั้น ทำให้ผู้ที่ได้ชิมปีแป๋ต่างรู้สึกประทับใจในรสชาติของผลไม้ชนิดนี้เป็นอย่างมาก ปีแป๋กินอร่อยเป็นยาครับ สรรพคุณมากมาย   เพราะในใบ ประกอบด้วยกรดตาร์ตาริค กรดซิตริค กรดมาลิค น้ำมันระเหย แทนนิน วิตามินบี และวิตามินซี  จึงเป็นยาสำคัญสำหรับใช้แก้ไอและละลายเสมหะ แก้อาเจียน บำบัดโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ช่วยบำรุงปอด ขับลม ละลายเสมหะ และอาการไอซึ่งเกิดจากไข้หวัดใหญ่ รวมทั้งอาการไอมีเลือดปน เป็นต้น 
         ผลของปีแป๋มี รสชุ่มคอ ลดไข้เวลามีอาการไอ เด็ดใบ ๗-๘ใบ ล้างเอาขนออก ปี่แป๋มีขนทั้งใบ ดอกผล แต่รูดออกง่าย เอาไปต้มน้ำ กรองเอาน้ำมาจิบแก้ไอ ชอบหวานหน่อยก็เติมน้ำตาลได้ ที่ใต้หวันจะมีขายปีละครั้งในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ราคาค่อนข้างสูง กิโลกรัมละ ๑๐๐-๓๐๐ บาม คนไทยกินติดใจเลยนำมาปลูก ผลปรากฏว่าปลูกบ้านเราได้ผลดีเช่นกันครับ



      จากข้อมูลพบว่า “ปีแป๋” ซึ่งชื่อภาษาอังกฤษจะเรียกผลไม้ชนิดนี้ว่า “โลควอท” (Loquat) เป็นผลไม้ที่มีประวัติมานับ ๑,๐๐๐ ปี ซึ่งพบเอกสารการปลูกใน ประเทศญี่ปุ่นมากว่า ๑,๑๐๐ ปี มาแล้ว ต่อมามี นักพฤกษศาสตร์ บางท่าน ชี้ว่าแต่เดิมที่ผลไม้ชนิดนี้น่าจะปลูกที่ประเทศจีน มาก่อน และได้ถูกนำเข้าไปปลูกที่ญี่ปุ่นจะมีชื่อเสียง แล้วกระจายพันธุ์ออกไปอย่างกว้างขวาง ทั้งในแถบ เกาหลี, ไต้หวัน, ฝั่งยุโรป และ อเมริกา เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันพื้นที่เพาะปลูก “ปีแป๋” ในเชิงการค้า จะมีมากในประเทศจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี และ ไต้หวัน เป็นต้น. หลายคนคงอยากปลูกแล้วใช่ไหมครับ




 

blog comments powered by Disqus