สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

นิ้วล็อค
นิ้วล็อค ( เรื่องนี้ อยู่ในเล่มเดียวคุ้มโรคภัย -๓ จะถึงมือทุกท่านภายในเดือนสิงหาคม ๒๕๕๕ แน่นอน) ยิ่งกว่าแช่แป้งอีก ฮ่าๆๆ
                                                        
นิ้วล็อค
               ผมได้ยินได้ฟังเรื่องปัญหาเรื่อง “นิ้วล็อค” จนชิน บ้างก็ว่ามียาดีที่นั่นที่นี่ และก็ไปผ่าตัดมา เสียเงินเสียทองก็หลายตังค์
แต่บางราย ( บ่น) เล่าให้ฟังว่า อยู่ดีๆ ก็ขยับนิ้วไม่ได้ จะงอก็ไม่ได้ จะยืดก็ไม่ได้ หรืออยู่ดีๆ นิ้วก็เกิดอาการกระตุกขึ้นมาเหมือนผีเข้า และนิ้วที่เป็นบ่อยคือนิ้วนาง นิ้วกลาง และนิ้วหัวแม่มือ (แต่จริงๆ แล้วก็สามารถเกิดได้กับทุกนิ้ว) แถมพอจะกระดิกนิ้วก็กระดิกไม่ได้อีก เพราะมันทั้งตึงทั้งเจ็บปวดมากๆ               
            "นิ้วล็อค" เป็นภาษาชาวบ้านที่เรียกกันง่ายๆ ตามอาการที่เป็น คือผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนนิ้วล็อค นั่นคือ กำมืองอนิ้วได้ แต่เวลาเหยียดนิ้วออก นิ้วใดนิ้วหนึ่งเกิดเหยียดไม่ออกเหมือนโดนล็อคไว้ จึงเป็นที่มาของคำว่า "นิ้วล็อค" ถ้าเรียกกันให้ถูกต้องแล้ว โรคนี้ต้องเรียกว่า "โรคนิ้วเหนี่ยวไกปืน" ภาษาอังกฤษเรียกว่า "Trigger Finger" เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของเยื้อหุ้มเส้นเอ็นงอนิ้ว ซึ่งอยู่ที่บริเวณฝ่ามือตรงตำแหน่งโคนนิ้ว มีโอกาสเป็นได้ทุกนิ้ว ผู้ป่วยบางคนอาจจะเป็น ๒ หรือ ๓ นิ้วพร้อมกัน
                    ผมค่อนข้างจะสบายใจหน่อยเพราะโรคนี้คุณหมอบอกว่าจะพบบ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และอายุที่พบบ่อยอยู่ที่ประมาณ  ๔๐-๕๐ ปี โดยมากจะเกิดกับผู้ที่ใช้งานมือในลักษณะเกร็งนิ้วบ่อยๆ เช่น การทำงานบ้านต่างๆ การบิดผ้า การหิ้วของหนัก การใช้กรรไกรตัดกิ่งไม้ ตัดผ้า การยกของหนักต่างๆ เป็นต้น
             สำหรับอาการของโรคนี้แบ่งเป็น ๔ ระยะ คือ 
            ๑.   ระยะแรก มีอาการปวดเป็นอาการหลัก โดยจะมีอาการปวดบริเวณโคนนิ้วมือ และจะมีอาการปวดมากขึ้น ถ้าเอานิ้วกดบริเวณฐานนิ้วมือด้านหน้า แต่ยังไม่มีอาการติดสะดุด
             . ระยะที่สอง มีอาการสะดุด  เป็นอาการหลัก และอาการปวดก็มักจะเพิ่มมากขึ้นด้วย เวลาขยับนิ้ว งอ และเหยียดนิ้ว จะมีการสะดุดจนรู้สึกได้
             . ระยะที่สาม มีอาการติดล็อคเป็นอาการหลัก โดยเมื่องอนิ้วลงไปแล้ว จะติดล็อคจนไม่สามารถเหยียดนิ้วออกเองได้ ต้องเอามืออีกข้างมาช่วยแกะ หรืออาจมีอาการมากขึ้นจนไม่สามารถงอนิ้วลงได้เอง
             . ระยะที่สี่ มีการอักเสบบวมมาก จนนิ้วบวมติดอยู่ในท่างอเล็กน้อย ไม่สามารถเหยียดให้ตรงได้ ถ้าใช้มือมาช่วยเหยียดจะปวดมาก 
              แนวทางการรักษามีหลายวิธี ทั้งการกินยา กายภาพบำบัด ฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ การผ่าตัด แต่เมื่อปลายเดือนกรกฏาคม ๒๕๕๕ คุณสุเทพ พวงมะโหด พรรคพวกผม ซึ่งเป็นช่างภาพ-นักข่าวมือดี ดูผลงานของเขาได้ที่ (  IDOTRAVELLERS.COM ) คุณสุเทพได้ส่งข่าวมาบอกว่า มีคนเป็นโรคนิ้วล็อคและหินปูนที่ข้อกระดูกมือ มือชามานานหลายปี ชาชนิดที่กระจกบาดยังไม่รู้ พอไปปรึกษาหมอหมอบอกเป็นพังผืด และพูดสั้นๆ โดยไม่ต้องแปลว่า..ต้องผ่า  พูดง่ายๆเข้าใจง่ายๆ แต่ผู้ป่วยทำใจลำบาก ฮ่าๆๆ
  สุเทพ  พวงมะโหด ( อดีตผู้ผลิตนิตยสารทริฟเพื่อการท่องเที่ยวที่โด่งดัง)

            มีหลายคนใช้วิธีผ่า เพราะเร็วดี หมดเงินไปไม่มากครับ ๑๘,๐๐๐ บาท สำหรับคนมีตังค์ก็ดูธรรมดา  แต่สำหรับใครที่เบี้ยน้อยหอยน้อยแล้วล่ะก็ ลำบากหน่อย   ทางเลือกอีกทางที่อยากแนะนำคือไม่เจ็บ ใช้เงินน้อย ซึ่งคุณปัญญา  เจริญวงศ์ เจ้าของคอลัมน์นายเกษตร ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ  ท่านเคยเขียนไว้ว่ามีคนบอกสูตรรักษาโรคนิ้วล็อคมา ไม่ใช่ยา ไม่ใช่ของหายาก ลงทุนน้อย และไม่ต้องผ่า  มีคนนำสูตรนี้ไปลองทำดู ผลที่ได้..มหัศจรรย์  นิ้วมือที่เคยชา อาการดีขึ้น ๘๐ %
 ปัญญา  เจริญวงศ์ (ขวาสุด) เบื้องหลังคือเทือกเขาหิมาลัย ถ่ายที่แคชเมียร์ สวรรค์บนดินภาคเหนือของประเทศอินเดีย คนกลางไม่รู้ใครดาวล้อมเดือน ฮ่าๆๆ

            วิธีทำสูตรนี้ก็ไม่ยาก เมื่อเกิดการนิ้วล็อกที่นิ้วหัวแม่มือหรือนิ้วไหนก็ตาม ให้เอาขนมปังแผ่น มีขายทั่วไป เลือกเอาแผ่นบางที่สุดตัดขนาดพอใช้หุ้มนิ้วที่เป็นเตรียมไว้ จากเอาน้ำส้มสายชูชนิด  ๕ % ยีห้ออะไรก็ได้ ถ้าเป็นของ อสร. ยิ่งดี นำมาชุบกับชิ้นขนมปังที่ตัดเตรียมไว้ให้ชุ่ม พอกบริเวณข้อนิ้วที่ล็อก ไช้ผ้าพันไว้ประมาณ ๑ ชั่วโมงจึงแกะออก ทำวันละครั้งตอนไหนก็ได้ และทำเรื่อย ๆ จะช่วยละลายพังผืดที่หุ้มข้อนิ้วกับหินปูนที่เกาะตามข้อให้หมดไป ทำให้อาการนิ้วล็อกหายได้
 
           สำหรับขนมปังนั้นเป็นอาหารที่ทำจากแป้งสาลีที่ผสมกับน้ำและยีส หรือ ผงฟู นอกจากนี้ยังมีการใช้ส่วนผสมอื่นๆเพื่อแต่งสี รสชาติและกลิ่น แตกต่างกันไปตามแต่ละประเภทของขนมปัง และ แต่ละประเทศที่ทำ โดยนำส่วนผสมมาตีให้เข้ากันและนำไปอบ
          ส่วนน้ำส้มสายชู (Vinegar) เป็นของเหลวที่ได้จากกระบวนการหมัก มีองค์ประกอบหลักคือกรดน้ำส้ม (กรดอะซิติก) น้ำส้มสายชูทั่วไปมีความเข้มข้นของกรดตั้งแต่  ๔ % ถึง ๘%. น้ำส้มสายชูหมักโดยธรรมชาติยังมีกรดชนิดอื่นๆ ในปริมาณเล็กน้อย เช่น tartaric acid และ citric acid มนุษย์รู้จักการผลิตและใช้น้ำส้มสายชูมาตั้งแต่สมัยโบราณ น้ำส้มสายชูเป็นองค์ประกอบสำคัญของอาหารยุโรป อาหารเอเชีย และตำหรับอาหารอื่นๆ
ผมขอแนะนำการทำน้ำส้มสายชูแบบไทยๆ ภูมิปัญหาของคนรุ่นเก่า เผื่อใครอยากลองทำดูลดรายจ่าย การทำก็ไม่ยุ่งยาก เริ่มแรกต้องเตรียมวัตถุดิบที่จะนำมาทำเสียก่อน จะเป็นข้าว องุ่น แอบเปิ้ล ผลไม้รวม  มะพร้าว  ปาล์ม  ลูกเกด  น้ำผึ้ง  น้ำอ้อย หรือสับปะรด ก็ได้ ส่วนผสมน้ำอ้อย  ๑  ส่วน น้ำเปล่า  ๘  ส่วน ลูกแป้งข้าวหมาก ๑/๒ ส่วน
      วิธีทำให้น้ำน้ำอ้อยมาผสมรวมกันกับน้ำเปล่าแล้วคนให้เข้ากัน โดยให้ใส่ภาชนะที่สะอาด เช่น โหลแก้ว หลังจากนั้นให้เติม ลูกแป้งข้าวหมากบดละเอียดลงไป แล้วปิดปากโหล(ไม่ควรใช้ที่ปิดที่เป็นโลหะ) เก็บขวดโหลไว้ในที่อบอุ่น ทิ้งไว้ประมาณ  ๑๕ วัน ก็จะได้น้ำส้มสายชู ที่มีกลิ่นหอมของน้ำอ้อย แต่ยังกินไม่ได้ต้องนำมากรองโดยผ้าขาวบางเสียก่อน แต่บางคนก็เอามาต้มก่อนแล้วทิ้งไว้ให้ตะกอนนอนก้น แล้วก็ใช้ผ้าขาวบางกรอง จะได้น้ำส้มสายชูที่ใสได้น้ำส้มสายชูแล้ว สบายใจครับ จะเอาไปทำอะไรก็ได้ บางคนบอกน้ำส้มสายชูยี่ห้อนั้น ยี่ห้อนี้ดี โฆษณากันใหญ่ทำให้ผมสงสัยว่า สมัยฮ่องเต้ของจีนที่เขาทำน้ำส้มสายชู เขาใช้ยี่ห้ออะไร ถึงดีหนักหนา ฮ่าๆๆๆ
                                    --------------------------------------------------------------------------
       

 

blog comments powered by Disqus