เรื่องเล่าสุขภาพ

ไพล"แก้ฟกช้ำ-รักษาระดู-ฝ้า-กระบนใบหน้า"
                                            ไพล
                             
     “แก้ฟกช้ำ-รักษาระดู-ฝ้า-กระบนใบหน้า”
                                                  จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
          ไพล เป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่นิยมใช้เป็นยา มาเนิ่นนานตั้งแต่โบร่ำโบราณ มีลักษณะเป็นพืชลงหัวมีเหง้าใหญ่และเนื้อจะเป็นสีเหลืองมีกลิ่นหอม ส่วนใบจะยาวเรียวแหลมและเป็นไม้ลมลุก ถิ่นกำเนินจะอยู่ใน ไทย อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ส่วนใหญ่นิยมใช้เหง้าแก่จัดในการปรุงยา ในแถบภาคเหนือเรียก ปูลอย ปูเลย ภาคกลางเรียกว่านไฟ แถวๆแม่ฮ่องสอนเรียก มิ้นสะล่าง
          หมอพื้นบ้านใช้หัวไพลฝนทารักษาอาการเคล็ดขัดยอก ฟกช้ำบวม ข้อเท้าแพลง ช่วยสมานแผล ปวดเมื่อยตามร่างกาย เหน็บชา ขับลมในกระเพาะอาหาร ขับประจำเดือน แก้บิด ท้องเสีย ท้องอืดท้องเฟ้อ และใช้อบตัวร่วมกับสมุนไพรตัวอื่นๆ  น้ำมันหอมระเหยของไพลช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้นได้ 
          สำหรับสารสำคัญที่พบในเหง้าไพลประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีสารสำคัญที่เกี่ยวกับการออกฤทธิ์ เช่น sabinene, ? -terpinene, ?-terpinene, terpinen-4-ol, ?-pinene เหง้าไพลยังมีสารสีเหลือง curcmin และสาร butanoids derivatives ที่เป็นสารออกฤทธิ์ที่สำคัญคือ สาร D หรือ (E)-4-(3’,4’-dimethoxyphenyl) but-3-en-l-ol และ (E)-1-(3’,4’-dimethoxyphenyl) butadiene (DMPBD) นอกจากนี้ยังมีสาร cassumunarin A, B และ C ซึ่งเป็น complex curcuminoids ซึ่งมีฤทธิ์ antioxidant แรงกว่า curcumin
 
         ในวงการแพทย์แผนไทย จะรู้จัก
ยาประสะไพล ซึ่งเป็นตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณและเป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติที่มีไพลเป็นส่วนประกอบหลักอยู่ในรูปของยาผง ประกอบด้วย ไพลหนัก ๘๑ ส่วน ผิวมะกรูด ว่านน้ำ กระเทียม หัวหอม พริกไทย ดีปลี ขิง ขมิ้นอ้อย เทียนดำ เกลือสินเธาว์ หนักสิ่งละ ๘ ส่วน การบูรหนัก ๑ บาท ( ๑๕ กรัม) ตำรับนี้ใช้สำหรับรักษาอาการระดูมาไม่ตามกำหนดหรือมีปริมาณน้อยกว่าปกติ โดยให้รับประทานครั้งละ ๑ ช้อนชา ละลายน้ำสุก ๑ แก้ว ดื่มวันละ ๓ ครั้ง ก่อนอาหาร       
          ส่วนเรื่องของถูๆทาๆให้ใช้เหง้าไพล ประมาณ ๑ เหง้า ตำแล้วคั้นเอาน้ำทาถูนวดบริเวณที่มี อาการ หรือตำให้ละเอียด ผสมเกลือเล็กน้อยคลุกเคล้า แล้วนำมาห่อเป็นลูกประคบ อังไอน้ำให้ความร้อน ประคบบริเวณปวดเมื่อยและบวมฟกช้ำ เช้า-เย็น จนกว่าจะหาย
           อีกวิธีหรืที่อยากแนะนำคือทำเป็นน้ำมันไพลไว้ใช้ก็ได้ โดยเอาไพล หนัก ๒ กิโลกรัม ทอดในน้ำมันพืชร้อนๆ ๑ กิโลกรัม ทอดจนเหลืองแล้วเอาไพลออก ใส่กานพลูผงประมาณ ๔ ช้อนชา ทอดต่อไปด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณ ๑๐ นาที กรองแล้วรอจนน้ำมันอุ่นๆ ใส่การบูรลงไป ๔ ช้อนชา ใส่ภาชนะปิดฝามิดชิด รอจนเย็น จึงเขย่าการบูรให้ละลาย น้ำมันไพลนี้ใช้ทาถูนวดวันละ ๒ ครั้ง เช้า-เย็น หรือเวลาปวด สูตรนี้ชาวจันทบุรีทำจำหน่ายขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ราคาก็เขยิบสูงขึ้นเรื่อยๆแต่ก็ยังได้รับความนิยมเพราะคุณภาพดี
         สำหรับใครที่เป็นบิดท้องเสีย ให้ใช้เหง้าไพลสด ๔-๕  แว่น ตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำเติมเกลือครึ่งช้อนชา ใช้รับประทาน หรือฝนกับน้ำปูนใส รับประทาน หายดีนักแล
        แถมท้ายด้วยสูตรของสาวชาวกุยเมืองสุรินทร์ถิ่นช้างปัจจุบันทำงานที่จันทบุรี คุณสมนา  ศรียันต์ ( ๐๘-๙๗๔๗-๙๘๓๙) แนะนำ
สูตรเด็ดรักษาผ้าและกระบนใบหน้า สูตรนี้คุณสมนา ยืนยันว่าใช้ได้ผลมาแล้ว โดยใช้ ไพล ๑ ช้อนโต๊ะ มะเฟือง มะเขือเทศ สับปรด น้ำผึ้ง อัตราส่วน ๑ ต่อ ๑ ทุกอย่างปั่นร่วมกันแล้วหมักไว้ ๑  เดือน ใส่ตู้เย็นนำมาขัดฟอกหน้าบ่อยๆเรื่องของสิว ผ้า กระ จุดด่างดำบนใบหน้าจะจางหายไป
        เราจะเห็นคุณค่าและสรรพคุณของไพลว่ามีมากมาย ที่ผมนำมาเล่าให้ฟังเพียงบางแง่มุมบางส่วนเท่านั้น ถ้าหากพบเห็นเหง้าสมุนไพรสดๆที่ไหน หรือบ้านใครปลูกไว้ก็อย่าลืมขอแบ่งปันไปปลูกเป็นพืชในครัวเรือน ยามเจ็บป่วยจำเป็นสามารถหยิบฉวยมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้สบายใจ ฮ่าๆๆ 

blog comments powered by Disqus