เรื่องเล่าสุขภาพ

มะเร็ง"พ่อเลี้ยงวรรณ-มะเร็ง"

พ่อเลี้ยงวรรณ
“หนีความตายรักษาตัวที่เกาหลีเหนือ”
เดินบนหิมะ แช่น้ำอุ่นจัด รับแสงตะวัน-กินโอสถ 
จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง

          ช่วงต้นเดือนมิถุนายน  ปี  2550   ผมได้รับโทรศัพท์จากอดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์  คุณสมพงษ์
วิสุทธิแพทย์ บอกว่าที่วัดทับไทร อ.โป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี มีพระภิกษุรูปหนึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ปัจจุบันรักษาหายแล้วมาบวชจำพรรษาอยู่ทีนี่ แหม่..ท่านชั่งรู้ใจผมจริงๆ เรื่องแบบนี้ผมชอบพยายามค้นหามานาน อยู่ที่ไหนก็จะตามไปสัมภาษณ์
          หลังจากได้หมายเลขโทรศัพท์ของพระครูสถิตธรรมานุวัตร เจ้าอาวาสวัดทับไทรเรียบร้อยแล้ว ก็รีบติดต่อเพื่อขอสัมภาษณ์ภิกษุรูปนั้นทันที ได้เวลาบ่ายแก่ๆวันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2550  ผมก็ขับรถเก๋งคู่ชีพบึ่งหน้าไปจังหวัดจันทบุรีตามเส้นทางมอเตอร์เวย์ กรุงเทพฯ-ชลบุรี  ผ่านบ้านบึงเข้าอำเภอแกลงมุ่งสู่อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี

พระครูสถิตธรรมานุวัตร์
 
            จำได้ว่าวันนั้นฝนตกหนักตลอดเส้นทาง พอเข้าเขตจังหวัดจันทบุรี มีรถขนเงาะทุเรียน วิ่งรับส่งซื้อขายกันขวักไขว่ ถึงอำเภอโป่งน้ำร้อน ประมาณทุ่มเศษๆ เริ่มหิวข้าว จึงแวะกินข้าวที่ร้านอาหาร ในตลาด สอบถามแม่ค้าแถวนั้นบอกว่าวัดทับไทรอยู่ไม่ไกลจากตลาด ประมาณกิโลเมตร เศษๆก็ถึงแล้วค่อยโล่งอก
            กินข้าวเสร็จก็ขับรถเข้าวัด  ก็ได้รับการต้อนรับจากพระครูสถิตธรรมานุวัตร์ เจ้าอาวาสวัดทับไทรเป็นอย่างดี ท่านให้พระลูกวัดไปตามพระวรรณมาพูดคุยด้วย ทำให้ทราบว่าพระวรรณคือพระภิกษุที่เราต้องการพบท่านป่วยเป็นโรคมะเร็งกระดูกสันหลังลุกลามไปถึงหน้าอกเรียกว่าระยะสุดท้ายแล้ว ไปรักษาตัวในประเทศที่สามจนหาย      
            ท่านบอกว่าที่มาวัดทับไทร จ.จันทบุรีไม่ได้ตั้งใจมาบวชไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย  ตอนแรกขับรถมาร่วมงานบวชของนิรุต  ศิริจรรยา เพื่อนรัก คุณนิรุติ บวชไม่กี่วันก็สึก แต่อาตมา ยังไม่สึก”   มิน่าละผมเห็นรถเบ๊นซ์จอดอยู่ข้างกุฏิ คุยกันสักพักผมก็ขอตัวไปพักผ่อน  บอกท่านว่าพรุ่งนี้ค่อยสัมภาษณ์พูดคุยต่อ   


พระวรรณ
         คืนนั้นผมนอนค้างคืนที่วัด กลัวผีก็กลัวแต่จำเป็นต้องพัก เพราะดึกแล้ว หาที่พักยาก ท่านเจ้าอาวาสเปิดห้องแอร์ให้นอน หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเตรียมเข้านอน พระวรรณ เดินเข้ามาพร้อมสเปรย์น้ำหอมฉีดไปทั่วๆห้อง ท่านกลัวว่าจะเหม็นกลิ่นอับ ทำให้รู้สึกประทับใจท่านมาก ที่ท่านเป็นห่วงเป็นใย คืนนั้นนอนหลับไปด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทาง
         เสียงไก่ขันปลุกให้ตื่นแต่เช้า ผมอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ก็ขับรถไปตลาดซื้ออาหารมาตักบาตร มองเห็นพระวรรณกำลังวิ่งออกกำลังกายบริเวณรอบๆวัด อากาศยามเช้าที่นี่ช่างสดชื่นจริงๆครับ มองเห็นทิวเขาลิบๆหมอกสีขาวลอยต่ำๆท่ามกลางสวนผลไม้เรียงรายเขียวขจี ทำให้เกิดความรู้สึกชอบไม่อยากกลับกรุงเทพฯเลย
         เช้าวันนั้นคุณนิรุต  ศิริจรรยา ดาราชื่อดังซึ่งเป็นเพื่อนกับพระวรรณก็มาร่วมทำบุญที่วัดด้วย หลังจากพระฉันอาหารเช้าเสร็จ ตามธรรมเนียมครับ ผมก็ได้ร่วมวงกินข้าววัดพร้อมกับชาวบ้านที่นี่อย่างอิ่มหนำสำราญ ตามด้วยผลไม้เมืองจันทร์ เงาะ ทุเรียน ลางสาด จากนั้นก็ได้เวลาขอสัมภาษณ์พระวรรณ ให้หายสงสัย พระววรรณ เล่าให้ฟังว่า                                                                                                                                                 
         “ อาตมาเป็นคนแม่สอด จ.ตาก ชื่อจริงไชยวรรณ  พิมพนิช คนที่นั่นเรียกติดปากว่าพ่อเลี้ยงวรรณ มีอาชีพทำการเกษตร ปลูกมันสำปะหลังปลูกอ้อย ปลูกส้ม สุดท้ายก็มาปลูกกล้วยส่งต่างประเทศ ก็ทำมาสิบกว่าปีแล้ว                                                                                                                                                          
         มีลูกชายสามคนจบปริญญาโทด้านการเกษตรทั้งสามคน คนโตเรียนพืชไร่ คนที่สองเรียนพืชสวน คนที่สามเรียนส่งเสริมการเกษตร ปัจจุบันอายุก็หกสิบกว่าแล้ว ปกติจะเป็นคนชอบออกกำลังกาย สุขภาพก็แข็งแรงดี เพื่อนๆหรือคนรู้จักจะชมว่าทำไมอายุมากขนาดนี้ถึงแข็งแรงเดินเหินได้สบาย

เข้าตรวจอาการที่โรงพยาบาล
         อยู่มาไม่นานเมื่อต้นปีที่ผ่านมาเกิดอาการปวดที่หลังและไม่หายประมาณ 2 เดือนกว่า รักษาหลายวิธีทั้งแช่น้ำอุ่นและให้หมอนวด ก็ไม่หาย วันหนึ่งไปเยี่ยมเพื่อนที่กรุงเทพฯเพื่อนเป็นหมอ อาตมาเล่าให้เพื่อนฟังว่าปวดหลังมา สองเดือนกว่าแล้วไม่หายสักที เพื่อนก็นิ่งแล้วมองหน้ากันเขาไม่พูดอะไร สักพักเพื่อนก็พูดขึ้นมาว่าเอกซเรย์หน่อยดีไหม เพราะคนปกติปวดธรรมดาทั่วๆไป กล้ามเนื้ออักเสบเอ็นพลิก ใช้เวลาประมาณ 3 อาทิตย์ก็หายแล้ว แต่พ่อเลี้ยงวรรณ ปวดจากหลังลามมาถึงหน้าอก 2 เดือนแล้วไม่หายต้องเอกซเรย์หน่อย
          พอเอกซ์เรย์เสร็จ ก็เห็นว่ามันมีรอยจุดด่างๆอยู่ 2 จุด หมอบอกว่ายังไม่แน่ใจนะต้องเข้าเครื่องสะแกน เข้าเครื่องสะแกน 1 ชั่วโมง ก็ยังไม่ทราบผล พอออกมาจากเครื่องสะแกนก็กลับบ้าน หมอบอกว่า 10 โมงเช้าพรุ่งนี้ค่อยมาฟังผล เพราะฟิมล์ผลตรวจจะออกมาวันพรุ่งนี้
         รุ่งขึ้น 10 โมงเช้าก็ไปโรงพยาบาล มีหมอ 4-5 คนอยู่ในห้องคุณหมอที่เป็นเพื่อนสนิทกันพูดขึ้นมาว่า ไม่น่าจะเกิดกับเพื่อนเราเลย อีกประมาณ 20 นาทีก็ให้หมอผู้หญิง ที่เป็นหมออายุรกรรมมาบอกว่า พ่อเลี้ยงวรรณ ต้อง           ( ATMID)  แอดมิด แล้วละ หมายถึงต้องนอนที่โรงพยาบาล
         ตกลงวันนั้นก็ต้องนอนโรงพยาบาล หมอก็เอาเลือดไปตรวจเข้าเครื่องอัลตร้าซาวด์ ตรวจคลื่นหัวใจ วันนั้นผลเลือด หมอส่วนใหญ่ก็จะรู้แล้วว่าเป็นมะเร็ง เพราะว่า PHA ค่าของเลือดอยู่ที่ 300.800 สำหรับคนปกติ  จะอยู่ที่ 000.000-4.0000 ถัดไปประมาณ 2-3 วันหมอก็ตัดเนื้อเยื่อไปตรวจ แล้วลงมติว่าเป็นมะเร็ง
         หลังจากทราบผลว่าเป็นมะเร็งที่กระดูกสันหลังขั้นสุดท้าย ก็ตกใจช็อกไปประมาณ 20 นาที 20 นาทีที่บอกไม่ถูก เป็น 20 นาทีที่ทรมานมาก ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตดี ความดันก็ขึ้นไป 180 จากปกติ 110
         ถึงขั้นสุดท้ายแล้วจะทำยังไงดี หมอบอกว่าต้องให้คีโม ( เคมีบำบัด ) ต้องฉายแสง ต้องฝังแร่ ก็เลยถามกลับไปว่า ถ้าฝังแร่แล้วอยู่ได้นานเท่าไหร่ หมอบอกว่าอยู่ได้ปีหนึ่งไม่รับรองมากกว่านี้ พอดีมีเพื่อนคนหนึ่งอยู่ที่อเมริกา เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง เขาบอกให้ไปที่นั่น เขาจะดูแลให้ ก็ถามเขาว่าไปแล้วจะให้ไปทำอะไร เขาบอกให้ไปฝังแร่ อาตมาก็ไม่ไป ยังไงหนึ่งปีก็ตายอยู่แล้วจะไปทำไมให้เสียเงิน

บวชหนีโรคร้าย
           ตัดสินใจเข้าวัดปฏิบัติธรรมอยู่ 1 อาทิตย์ ก็เลยนั่งคิดต่อว่าถ้าอยู่แต่ที่วัดจะรอดไหม น่าจะสู้กับมัน จะต้องสู้ให้ได้ จะต้องชนะ ชีวิตเกิดมาเพียงแค่ชีวิตเดียวอยู่ๆจะมายอมตายง่ายๆได้อย่างไร
           อาตมาคิดขึ้นมาได้ว่ากษัตริย์สีหนุ ท่านเคยเป็นมะเร็ง เมื่ออายุ 40 กว่าปีก่อนไปรักษาที่ต่างประเทศเวลานี้อายุตั้ง 90 ปียังมีชีวิตอยู่  คิดถึงตรงนี้ เลยโทรศัพท์หาน้องที่เป็นกงสุลใหญ่อยู่ต่างประเทศ ตรวจสอบข้อมูลทราบว่าที่ประเทศที่สาม( เกาหลีเหนือ )  มีสถานที่บำบัดมะเร็งจริงแต่การเดินทางไปลำบากมาก

หนีความตายไปประเทศที่สาม
            มะเร็งระยะสุดท้าย ฟังแล้วน่ากลัวจริงๆ หนทางรอดแทบไม่มี จึงตัดสินใจทำพินัยกรรมให้ลูกๆแล้วรวบรวมเงินทองที่หามาได้ตลอดชีวิตเดินทางไปประเทศที่สามเผชิญความตายด้วยใจสงบ ถ้าโชคดีคงได้กลับมาอีก มันเป็นภาวะจนตรอกที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต ถึงแม้ชีวิตของคนเราจะเกิดมาแล้วต้องตายกันทุกคน แต่ถึงวินาทีนั้นคนเราต่างก็กลัวความตายโดยสัญชาตญาณ อยากจะยืดชีวิตต่อลมหายใจออกไปอีก
           นั่งเครื่องบินไปลงที่ประเทศญี่ปุ่น แล้วจึงนั่งรถยนต์ไปอีก 8 ชั่วโมง แทบเอาตัวไม่รอดสุดทรมานโดยเฉพาะช่วงที่นั่งบนเครื่องบิน นั่งพิงเบาะไม่ได้ ปวดหลังอึดอัดทรมานมากนั่งเอามือเกาะเบาะด้านหน้าร้องโอดครวญตลอดการเดินทาง น้ำตาลูกผู้ชายมันหยดไหลอย่างไม่รู้ตัว นึกในใจว่าการเดินทางครั้งนี้คงไม่ได้กลับเมืองไทยอีกแล้ว ยิ่งช่วงการเดินทางโดยรถยนต์ไปยังประเทศที่สาม ลำบากมากทั้งเจ็บปวดสุดทรมานตลอดการเดินทาง 8 ชั่วโมงเต็ม
          ที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาลแต่เป็นศูนย์บำบัดตั้งอยู่บนเขา ผู้ที่มาบำบัดรักษาส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป อเมริกา อาหรับ ญี่ปุ่น คนไทยมีอาตมาเพียงคนเดียว เน้นการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด ใช้แสงตะวัน ใช้สายน้ำ ใช้หิมะ อาหารทุกอย่างต้องสด
          คนป่วย 1 คน จะมีพยาบาลประจำตัว 1 คนดูแลเราอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่เช้า 05.00-20.00 น.ไปไหนไปด้วยกันนอนด้วยกัน ดูแลทุกย่างก้าว เข้าห้องน้ำก็ไปนั่งเฝ้า เป็นพี่เลี้ยงตลอด อาบน้ำก็ไปดูว่าน้ำได้อุณหภูมิไหม อุ่นพอไหมเย็นพอไหม อาหารการกินก็กินโอสถ เน้นธรรมชาติล้วนๆ อยู่ที่นี่ยาสักเม็ดก็ไม่มี
          ศูนย์ธรรมชาติบำบัดแห่งนี้ จะมีคอร์สบำบัดรักษา 30 วัน 60 วัน และ 90 วัน ของอาตมา 30 วันอาการก็ดีขึ้นมาก ผิดกับตอนที่มาใหม่ๆ เจ็บปวดจนทนไม่ไหว คนที่มาที่นี่ป่วยเป็นมะเร็งทุกชนิดบางคนปฏิบัติตัวได้ตามที่เขาให้ทำให้กินก็ประสบความสำเร็จ
          ในแต่ละวันตื่นเช้าขึ้นมาประมาณ 05.00น.ก็จะเอาน้ำโอสถมาให้ดื่ม 1 ลิตร รสชาดจืดชืดสีเขียวเข้ม เวลาประมาณ 06.30น. ก็จะพาไปเดินออกกำลังกาย  แล้วพาไปรับแสงตะวัน เรียกว่าแสงตะวันบำบัด นั่งรถประมาณชั่วโมงครึ่ง ไปกลับวันละ 3 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็จะพาเดินบนหิมะประมาณ 1 ชั่วโมงทุกวัน เสร็จแล้วมาประคบน้ำอุ่นที่ฝ่าเท้า ถามเขาว่าทำไมต้องทำอย่างนี้ เขาบอกว่าเพื่อสร้างภูมิภูมิต้านทานขึ้นมา บางคนก็ทำไม่ได้ ทำได้ประมาณ 20-30 % แต่ของอาตมาอาศัยเป็นนักกีฬาเก่า วันแรกก็ไม่ไหวเหมือนกันเย็นจัด วันที่สองวันที่สามก็เริ่มทำได้ และทำได้มาตลอด พอทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดีขึ้น ค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ
          สำหรับโอสถสีเขียวเข้มจะดื่มช่วงเช้า 1 ลิตร บ่าย 1 ลิตร ตอนเย็นอีก 1 ลิตร และก่อนนอนอีก 1 ลิตร วันหนึ่งจะดื่มโอสถวันละ 4 ลิตร น้ำนี้น่าจะเข้าไปช่วยกำจัดอาจจะเป็นน้ำที่เชื้อมะเร็งไม่ชอบ เอาไปล้างพิษในร่างกายออกมา
เพราะเรากินเข้าไปวันละตั้ง 4 ลิตรก็ต้องมีการถ่ายเทออกมา แต่เป็นเรื่องที่แปลกนะ เวลาเรากินน้ำกินยาแคปซูลอะไรก็แล้วแต่ เวลาเราปัสสาวะออกมาจะเป็นสีเหลือง แต่เวลาเราดื่มโอสถพวกนี้เวลาปัสสาวะออกมาก็ยังใส แสดงว่ามันเอาไปใช้หมด เป็นเรื่องที่แปลก ใสกว่าปกติด้วยซ้ำไป
         ช่วงไปอยู่ทีนั่นใหม่ๆนอนหงายไม่ได้ มันปวดหลังมากต้องนอนคว่ำเหมือนจระเข้ หลังมันปวดร้าวไปหมดเพราะถูกมะเร็งทำลายไปเยอะรวมไปถึงหัวเข่าด้านซ้ายด้วย เวลานั่งหลังก็พิงไม่ได้
         เรื่องอาหารการกิน เขาจะให้ทานข้าวบาร์เลย์ กับข้าวก็เป็นกับข้าวพื้นๆไม่มีอะไรมากมายเน้นผักเป็นส่วนใหญ่ ผักที่นี่เขาปลูกเอง ปลูกในกระโจม ปรับอุณหภูมิและไร้สารพิษ  ดินที่ใช้ปลูกเปลี่ยนทุก 3 เดือน



          เขาบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติบำบัดล้วนๆแต่ค่าใช้จ่ายสูงมาก ค่าใช้จ่ายต่อวันเขาคิด 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ อาตมาอยู่ที่นี่ 30 วัน ปฏิบัตตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดมีระเบียบวินัย ถึงเวลาออกกำลังกายก็ต้องออก พักผ่อนก็ต้องพักผ่อน ถึงเวลากินก็ต้องกิน มั่นใจว่าดีขึ้นแน่ อาการป่วยของอาตมาดีขึ้นตามลำดับ เพียง 10 วันแรกเราจะสัมผัสได้เลยว่าเรามาถูกทางแล้วอาการปวดเริ่มลดลงๆ ร่างกายแข็งแรงขึ้น ผิดกับวันแรกๆที่นอนร้องโอดโอยตลอดเวลา พอร่างกายแข็งแรงก็ขยับตัวเองไปเป็นพี่เลี้ยงช่วยคนอื่นต่อ  ก็คิดว่าเราน่าจะนำวิชาความรู้เหล่านี้ไปช่วยเหลือเพื่อนคนไทยที่ต้องทุกข์ทรมานกับมะเร็งร้าย ถ้าจะให้ดีต้องบุกครัวเข้าไปช่วยในครัวจะได้จดจำโอสถยาให้ได้ แต่โชคร้ายเขาไม่อนุญาต
          อาตมาจึงตัดสินใจว่าไหนๆก็เดินทางมาถึงที่สุดของชีวิตแล้ว จึงทรุดตัวลงคุกเข่าก้มกราบเขาจนกระทั่งเขาสงสาร จึงอนุญาตให้เข้าไปช่วยในครัว
คิดถึงบ้านขอกลับ
          อาตมารู้สึกร่างกายเราแข็งแรงแล้วเราไม่ตายแล้ว คิดถึงบ้านก็เลยขอกลับ เขาก็มาตรวจร่างกาย เขาบอกร่างกายแข็งแรงดีเขาก็ให้กลับ
          ระหว่างนั่งอยู่บนเครื่องบินก็คิดว่าเราน่าจะกลับไปช่วยคนที่เป็นมะเร็งได้ เพราะคนที่รู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง
ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งตรงไหนก็แล้วแต่ ส่วนใหญ่ 90 % จิตใจมันตายแล้ว มันเหลือแค่ 10 % เท่านั้นในร่างกาย จะมีสักกี่คนที่ใจสู้แล้วยอมหาวิธีรักษาตนเอง มีน้อยมาก อาตมาตั้งใจว่าถ้ากลับถึงเมืองไทยจะช่วยคนที่เป็นมะเร็ง ถึงช่วยได้ไม่ถึง 100 % ช่วยได้ 50 % ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีแล้ว
          กลับมาเลยปรึกษาญาติๆว่าจะตั้งมูลนิธิเป็นของตัวเองชื่อว่ามูลนิธิวรรณ จุดเป้าหมายก็คือ ดูแลพวกที่เป็นโรคร้ายเกี่ยวกับมะเร็ง ส่งเสริมให้การศึกษาเด็กดีขยันเรียน คืนป่าให้แผ่นดิน มูลนิธิเราคงมีรายได้จากการปลูกผักไร้สารจากอำเภอแม่สอดจังหวัดตากส่งมาขายที่กรุงเทพฯ หลายคนพอทราบข่าวก็ยินดีให้การสนับสนุน
          หลังจากกลับจากต่างประเทศแล้วก็ไปตรวจร่างกายตรวจเลือดที่โรงพยาบาลที่เคยตรวจ ผลเลือดที่เรียกว่า PHA  ( ช่วงที่ป่วยก่อนรักษาอยู่ที่ 311.800)   หมอใช้เวลาตรวจ 6 ชั่วโมง วัดได้ 5.090 ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 ไปตรวจอีกครั้งวัดได้ 0.268 หมอไม่แน่ใจส่งเลือดไปให้โรงพยาบาลอีก 2 แห่งตรวจอีก ผลการตรวจออกมาตรงกันหมด ถือว่าเยี่ยมแล้ว คนปกติทั่วไปที่ไม่มีเชื้อมะเร็ง จะอยู่ที่ 0.000-4.000 ของเราเลือดดีกว่าคนปกติอีก
          หมอถามว่าไปทำอะไรมา อาตมาบอกไปรักษามา อาตมาไม่ยอมตาย คิดว่ามะเร็งยังหลบอยู่ในตัวเรา แต่ไม่รู้อยู่ที่ไหน เราก็ไม่ชะล่าใจ มะเร็งเกิดจากภูมิบกพร่องของชีวิต มันต้องการอาหาร อาหารโปรดของมันคือ โปรตีนจากเนื้อสัตว์ทุกชนิด ซึ่งเราก็ไม่ให้มันกินเลย
          มะเร็งถ้าเราไม่ให้อาหารมัน มันก็จะฝ่อ และอ่อนแรง เราไม่ให้กินนานๆเข้ามันก็จะตายในที่สุด บ้านเราผู้ป่วยใหม่ที่เป็นมะเร็งมี 284 คน/วัน ตายชั่วโมงละ 11 คน เราต้องมาปรับเปลี่ยนวิธีกินอยู่กันใหม่
          การเจริญเติบโตของมะเร็ง เขาจะก้าวกระโดด จาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 จาก 4 เป็น 8 จาก 8 เป็น 16 บวกขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นคนที่ป่วยเป็นมะเร็งส่วนใหญ่ที่ตายเพราะโลเล ตัดสินใจไม่เด็ดขาด มะเร็งหยุดได้ถ้าใจสู้”
 
 

        นี่คือบทสนทนาที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับพระวรรณ ที่วัดทับไทร อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ท่านได้เล่าเหตุการณ์ชีวิตที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายให้เราได้ทราบอย่างละเอียด
        ผมนั่งฟังมานานด้วยใจจดจ่อ โดยไม่ถามอะไรให้พระวรรณสะดุดให้ท่านเล่าตั้งแต่วินาทีเป็นวินาทีตายของชีวิตหลายคนที่นั่งฟังอยู่กับผมนั่งฟังอย่างเงียบกริบจนท่านเล่าจบผมก็ถามเพิ่มเติมว่า
      “ อาจารย์ครับจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาพอจะสรุปได้ไหมครับว่าเราต้องปฏิบัติตัวอย่างไรไม่ให้เป็นมะเร็ง”
      “ เราต้องมีวินัยถ้ามีวินัยเราสามารถหยุดมะเร็งได้ ต้องยึดกฎเหล็กดูแลเรื่องอาหารการกิน การปฏิบัติตัว สิ่งแวดล้อมอากาศบริสุทธิ์ การออกกำลังกาย อาตมาอาจจะมีบุญเพราะเป็นมะเร็งแต่ไม่เคยคิดว่าเป็นมะเร็ง คิดอยู่อย่างเดียวว่าทำอย่างไรถึงจะชนะ ทำอย่างไรถึงจะมีชีวิตที่ยืนยาวดูแลลูกเต้าต่อไป ไม่เคยกังวลเลย
         แล้วเรื่องพืชผักต้องไร้สารจริงๆไม่ใช่ปลอดสาร ไร้สารคือดูแลการปลูกตั้งแต่เริ่มต้นจนเก็บเกี่ยวจะไม่ใช้ยา แต่ถ้าปลอดสารคือใช้เคมีพอใกล้วันเก็บเกี่ยวประมาณ 15 วันก็จะหยุดใช้สารเคมีอันนี้ไม่ปลอดภัย จะมีสารตกค้างตามมา”
         ฟังพระวรรณเล่าให้ฟังแล้วมะเร็งไม่น่ากลัวอย่างที่คิดถ้าเรารู้จักวิธีป้องกันดูแลสุขภาพเราก็สามารถชนะมันได้ขอเพียงอย่างเดียวจิตใจต้องเข้มแข็ง วันนั้นผมอำลาพระวรรณ และพระครูสถิตธรรมานุวัตร์เจ้าอาวาสวัดทับไทรเดินทางกลับกรุงเทพฯ ก่อนกลับท่านเจ้าอาวาสได้มอบจตุคามรามเทพรุ่นพระสังข์เรียกทรัพย์ให้ด้วย นัยว่าใครมีรุ่นนี้ไว้ในครอบครอง เงินทองไม่ขาดมือดีนักแล ชาวเมืองจันทบุรีรู้กิตติศัพท์ดี

สอนธรรมชาติบำบัดทางวิทยุ
        หลังจากนั้นประมาณเดือนเศษขณะที่ผมกำลังเตรียมจัดรายการอยู่นั้นก็มีเสียงโทรศัพท์จากพ่อเลี้ยงวรรณ 
        “ คุณจำรัส พ่อเลี้ยงวรรณ นะ”
        “ ครับอาจารย์ อาจารย์อยู่ไหนครับ”
        “ พ่อเลี้ยงสึกแล้ว เราเป็นพระอาพาต บวชแล้วฉันข้าวไม่เป็นเวลา คนไม่รู้จะมองไม่ดี อีกอย่างก็ไม่สะดวกในการช่วยเหลือผู้ป่วย ก็เลยสึก”      
        หลังจากนั้นผมก็นัดหมายพ่อเลี้ยงวรรณมาพูดคุยในรายการทั่วทิศถิ่นไทยที่ผมรับผิดชอบอยู่ รายการนี้ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 13.00-14.00น. ในระบบ FM. ความถี่ 92.5 MHz. และระบบ AM. ความถี่ 891 KHz. ออกอากาศครอบคลุมพื้นที่ภาคกลางทั้งหมดและจังหวัดใกล้เคียง พร้อมกับส่งสัญญาณดาวเทียมไปให้สถานีวิทยุในจังหวัดต่างๆรับสัญญาณออกอากาศในระบบ FM. และ AM. ความถี่ของแต่ละจังหวัด
         พอสัมภาษณ์พ่อเลี้ยงวรรณ ออกอากาศเสร็จ ผลปรากฏว่าทั้งพ่อเลี้ยงวรรณ และผมรับโทรศัพท์แทบไม่ทัน โดยเฉพาะพ่อเลี้ยงวรรณ ตั้งแต่บ่ายวันนั้นจนกลางคืนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนเสียงโทรศัพท์ดังตลอด มีหลายคนป่วยเป็นมะเร็ง ทั้งญาติพี่น้อง บางรายญาติก็เพิ่งเสียชีวิตจากมะเร็ง บางครอบครัวเป็นมะเร็งทั้งบ้าน
         บางรายเกิดวิตกจริตนอนไม่หลับเพราะญาติพี่น้องเสียชีวิตเพราะมะเร็งไม่รู้จะถึงตัวเองเมื่อไหร่ หลายรายทำตามคำแนะนำของพ่อเลี้ยงวรรณอาการดีขึ้นทันตาเห็น
         ปัจจุบันพ่อเลี้ยงวรรณมีโครงการสร้างศูนย์ธรรมชาติบำบัดที่สวนเกษตรของพ่อเลี้ยงเองที่ อ.แม่สอด จ.ตาก
ผมเลยแนะนำพ่อเลี้ยงให้สร้างหิมะเทียมขึ้นเอง ในอนาคตเราคงได้เห็นศูนย์ธรรมชาติบำบัด ของมูลนิธิวรรณ ในเมืองไทย ซึ่งที่ อ.แม่สอด จ.ตากอากาศดีมาก นอกจากได้สูดอากาศบริสุทธ์แล้วยังมีแปลงเกษตรไร้สารพิษอีกด้วย

            

            พ่อเลี้ยงวรรณมีปณิธานว่าสำหรับผู้ยากไร้ มูลนิธิวรรณจะรักษาให้ฟรี สำหรับผู้มีอันจะกินให้สนับสนุนค่าโอสถเพียงวันละ 100 บาท ทางมูลนิธิจะจัดส่งโอสถไปให้ เรียกว่าคนมีฐานะช่วยคนด้อยโอกาสนะครับ  ถ้าท่านอยากทราบรายละเอียดและขอคำ
ปรึกษาเรื่องการดูแลสุขภาพเพิ่มเติม ติดต่อมูลนิธิวรรณ(ปัจจุบันลูกชาย-ภรรยาดูแลอยู่) เลขที่ ๓/๖๘๑ ประชานิเวศน์ ถนนเทศบาลนิมิตรเหนือ ลาดยาวจตุจักร กรุงเทพฯ โทร. ๐-๒๑๕๘-๐๖๕๘

สู่สัมปรายภพ
           เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๐  มกราคม ๑๕๕๓ ระหว่างเดินทางไปทำข่าวที่จังหวัดสิงห์บุรี ชัยนาท กำลังขับรถมุ่งหน้าสู่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อสัมภาษณ์หมอลำเจียกเจ้าของตำรายาสมุนไพรยาลมหมอตั้ว ที่บำบัดรักษาอาการคนปากเบี้ยวขากรรไกรค้างและอัมพฤกษ์-อัมพาต พลันก็มีเสียงโทรศัพท์มาจากคุณอรัญญา ชมชื่น แจ้งว่า อาจารย์พัฒน์  สันทัด โทรมาบอกว่าพ่อเลี้ยงวรรณ  พิมพนิช เสียชีวิตแล้วฌาปนกิจศพวันนี้เวลา ๑๕.๐๐น. ผมแทบช็อกต้องผ่อนคันเร่งแอบรถจอดข้างทางเพื่อย้ำคำตอบอีกครั้งจากคุณอรัญญา เพื่อความแน่ใจ
                 เราสูญเสียบุคลากรอันทรงคุณค่าอีกแล้ว คิดโทษตัวเองประมาทไปหน่อยผมว่าจะไปเยี่ยมอวยพรปีใหม่ทาน กะว่าจะทำเซอร์ไพร์ซึ่งได้เตรียมลูกภาพของท่านตั้งแต่พบกันครั้งแรกเมื่อปี พศ.๒๕๕๐ และเคยไปสัมภาษณ์ผู้ป่วยต่างจังหวัดด้วยกันและรูปถ่ายที่ท่านมาออกอากาศที่ห้องส่ง เนื่องจากผมชอบบันทึกภาพเหตุการณ์ต่างถ่ายภาพสะสมเพื่อดูความเปลี่ยนแปลงฉะนั้นภาพของพ่อเลี้ยงวรรณจะอยู่กับผมเยอะมาก ผมซื้ออัลบั้มมาแล้วเตรียมจะหาเวลาใส่ภาพแล้วไปพบท่าน มิน่าเลย..มิน่าเลย..เป็นไปได้ยังไร ผมรีบโทรศัพท์บอกอาจารย์สุวัฒน์  ทรัพยประภา เผื่อเป็นตัวแทนพวกเราไปร่วมงานศพท่าน
                ก่อนปีใหม่ผมก็ยังคุยกับท่านเลย ท่านบอกอิจฉาคุณจำรัส เสียงดีๆ ผมเสียงไม่มีช่วงนี้เสียงมันแหบ บอกๆแฟนรายการหน่อย ยังสุขภาพแข็งแรงเดี๋ยวมีเสียงและวจะไป ไม่น่าเชื่อว่าท่านจะจากพวกเราไปเร็วขนาดนี้
                ทุกครั้งที่ท่านมาจัดรายการจะแต่งตัวดีชอบใส่กางแกงสีกากีใส่เสื้อโบโลแขนสั้นใส่สูททับ ไหล่ซ้ายสะพายย่าม มือถือโทรศัพท์ใส่หูฟังสมอร์ท็อค รับสายผู้ฟังที่โทรเข้ามาปรึกษาปัญหาสุขภาพตลอดเวลา ต้องยอมรับว่าท่านทุ่มเทกายใจสำหรับผู้ป่วยจริงๆเมื่อหายจากโรคภัยรุมเร้าท่านก็หาอาชีพให้ทำ ซื้อวัวควายมาให้ยืมเลี้ยงเมื่อความตกลูกก็จะเป็นของผู้เลี้ยง แจกเมล็ดพันธุ์พืชปลูกกินเองตามแนวพระราชดำริที่เหลือก็ขาย ที่เน้นปลูกผักกินเองเพื่อป้องกันสารพิษ เพราะคนเป็นมะเร็งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หากได้รับสารพิษจะทำให้เกิดโรคมะเร็ง
               พ่อเลี้ยงวรรณ  พิมพนิช เป็นนคนแม่สอด จ.ตาก ภารรยาชื่อคุณทัศนีย์ มีบุตรด้วยกันสามคน คนแรกชื่อรวมคุณจบปริญญาโทด้านส่งเสริมการเกษตรพืชไร่จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คนที่สองชื่อรวมชัย จบปริญญาโทสาขาพืชสวนจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ คนที่สามชื่อรวมเกียรติจบปริญญาโทด้านส่งเสริมการเกษตร
               พ่อเลี้ยงวรรณ พิมพนิช เข้าโรงพยาบาลช่วงร่างกายอ่อนเพลีย ทำให้ปอดติดเชื้อ เสียชีวิตเมื่อวันพฤหับดีที่ ๗  มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๑.๐๐น. ตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดเสมียนนารีและประชุมเพลิงวันอาทิตย์ที่ ๑๐  มกราคม ๒๕๕๓ งานเป็นไปอย่างเรียบง่าย เช้าวันที่จันทร์ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ เก็บกระดูก แล้วไปลอยอังคารที่จังหวัดชลบุรี
               ผมเดินทางจากจังหวัดนครสวรรค์ถึงวัดเสมียนนารี กรุงเทพฯ ๑๙.๐๐น. ผมตรงไปที่เมรุ ไม่มีใครอยู่แล้วสอบถามเจ้าหน้าที่วัดเจ้าหน้าที่ได้นำผมไปเปิดประตูเหล็กด้วนเดินเข้าไปบริเวณหน้าเตาภาพที่เห็นประตูเตาเปิดอยู่สอบถามเจ้าหน้าที่บอกว่าเพิ่งเปิดให้เย็นก่อนผมเข้ามาประมาณห้านาที
              เหมือนดวงวิญญาณของท่านรับทราบ ทันทีที่เดินเข้าไปใกล้ๆไอความร้อนที่คุกรุ่นปะทะตัวผมจนต้องยืนห่างออกมาประมานสองเมตร ผมพนมมือบอกพ่อเลี้ยงให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สัมปรายภาพอย่างมีความสุข
ขอเป็นตัวแทนของแฟนรายการทั่วทิศถิ่นไทย ขอสานต่อแนวทางปฏิบัติตัวที่ท่านได้สั่งสอนแนะนำไว้
              หลังจากนั้นผมเดินทางกลับที่พัก ถึงที่พักจอดรถสนิทเวลาในขณะนั้น ๒๐ นาฬิกา มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ผมฮัลโหลๆ สองสามครั้งเอ๊ะไม่มีเสียงตอบ มองดูที่หน้าเครื่องไม่มีหมายเลขโทรศัพท์โชว์เลย  ผมขนลุกทั้งตัว
ชะรอยพ่อเลี้ยงจะมาบอกรับทราบถึงสิ่งที่ผมทำ ไปสู่สุคติเถิดพ่อเลี้ยงวรรณ
----------------------------------------------------------
 การครวจเลือดหา..มะเร็ง
                                                                                     จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
 
            ต้องขอขอบคุณ แฟนคลับที่ช่วยกันท้วงติงเสนอแนะ เกี่ยวกับเรื่องมะเร็งของพ่อเลี้ยงวรรณ บางข้อมูลชื่อย่อภาษาอังกฤษผมอาจเขียนตกหล่นไปบ้าง เช่นPSA เป็น PHA  เสียดายผมรอบคอบน้อยไปหน่อยน่าจะถ่ายภาพข้อมูลการตรวจไว้ด้วย เพราะศัพท์แสงพวกนี้ผมก็ไม่ค่อยถนัด อย่างไรก็ตามผมก็ไม่ได้นิ่งนอนใจพยายามหาข้อมูลสอบถามผู้รู้ นำสิ่งที่ถูกต้องมาให้ทุกท่านได้อ่านเป็นทุนรอนด้านความรู้ในการต่อสู้กับมะเร็ง
          ข้อมูลที่ผมสัมภาษณ์พ่อเลี้ยงวรรณ ท่านบอกว่าเพื่อนเป็นหมอที่โรงพยาบาลชื่อดังของบ้านเราเป็นคนตรวจให้ ส่วนการไปรักษาที่เกาหลี เนื่องจากเป็นประเทศปิดท่านบอกผมต้องลักลอบไปจากการช่วยเหลือของเพื่อน ท่านคุยอย่างไรผมก็เล่าตามนั้น เพราะผมไม่เคยไปและไม่รู้เส้นทาง และเรื่องที่ว่าร้องโอดโอยบนเครื่อง ผมเข้าใจว่า...ในความเป็นจริง ต่อให้ทรมานขนาดไหนคงไม่แหกปากร้องแน่ๆ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ให้ขึ้นเครื่องอย่างที่ว่า พ่อเลี้ยงอาจคุยเว่อร์ไปหน่อย แต่ผมก็เขียนตามท่านเล่า ความจริงน่าจะแสดงอาการเจ็บปวดจนคนนั่งข้างๆรำคาญหรือเห็นใจ เป็นเราก็คงต้องเสียสละที่นั่งไปนั่งที่อื่นฮ่าๆๆ
      น่าเสียดายพ่อเลี้ยงวรรณ ท่านสิ้นบุญแล้ว ไม่เช่นนั้นผมคงต้องไปถามท่านให้กระจ่างอีกครั้ง แม้วินาทีที่เขียนก็อยากให้ท่านเข้าฝันบอกข้อสงสัยให้หายกระจ่างอีกสักรอบ ฮ่าๆๆ     
      สำหรับการตรวจเลือด มีความจำเป็นต้องตรวจ เพื่อดูสภาพทั่วไป เช่น ภาวะความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด เนื่องจากคนเป็นมะเร็งส่วนใหญ่มักมีอาการซีด การตรวจความเข้มข้นของปริมาณแคลเซียมในกระแสเลือด ซึ่งมักจะสูงในคนเป็นโรคมะเร็งแพร่กระจายมาที่กระดูก ส่วนการตรวจเลือดมีหลายวิธี
      ๑ .Prostatic specific antigen [PSA] ปกติเราจะพบสารตัวนี้ในเลือดมีระดับต่ำ สารนี้ถูกสร้างโดยเซลล์มะเร็งและเซลล์ปกติ สาเหตุที่ทำให้PSA สูงได้แก่ ต่อมลูกหมากโต ต่อมลูกหมากอักเสบ และมะเร็งต่อมลูกหมาก ดังนั้นการตรวจพบ PSA สูงไม่ได้บอกว่าเป็นมะเร็ง แพทย์จะใช้การตรวจ PSA เพื่อติดตามการรักษา หากหลังการรักษาระดับ PSA ขึ้นอย่างต่อเนื่องแสดงว่ามะเร็งต่อมลูกหมากได้กลับเป็นซ้ำ
๒.Prostatic acid phosphatase (PAP) พบได้สูงในมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และพบได้ในโรคต่อมลูกหมากโต ตับแข็ง กระดูกพรุน
๓.CA 125 พบได้สูงในมะเร็งรังไข่ และมะเร็งมดลูก ปากมดลูก ตับอ่อน ลำไส้ใหญ่ เต้านมและปอด นอกจากนั้นอาจจะพบได้ในโรคที่ไม่ใช่มะเร็งได้แก่ endometrisis เยื่อบุช่องท้องอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ โรคตับและเยื่อหุ้มปอดอักเสบ การตั้งครรภ์ หลังการรักษาระดับCA 125 จะลดลง แต่หากเพิ่มขึ้นแสดงว่ารักษาไม่ได้ผล
๔.Carcinoembryonic antigen CEA จะพบได้เล็กน้อยในคนปกติ สารตัวนี้จะสูงในมะเร็งลำไส้โดยเฉพาะมะเร็งที่ได้แพร่กระจายไปแล้ว นอกจากนั้นยังใช้การเจาะเลือดหาสารตัวนี้เพื่อเฝ้าติดตามว่ามะเร็งกลับเป็นมาใหม่อีกหรือไม่ นอกจากนั้นยังพบสารนี้ในมะเร็งชนิดอื่นเช่น มะเร็งไฝ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งตับอ่อน มะเร็งตับ มะเร็งกระเพาะอาหาร นอกจากนั้นยังว่าว่ามีค่าสูงในภาวะที่ไม่ใช่มะเร็งได้แก่ ลำไส้อักเสบ ตับอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ การสูบบุหรี่
๕.Alpha-fetoprotein [afp] สารตัวนี้จะพบในทารก ผู้ใหญ่ไม่พบ หากตรวจแล้วมีค่าสูงแสดว่าอาจจะเป็นมะเร็งตับ อัณฑะ รังไข่ ส่วนภาวะอื่นๆที่พบสารนี้สูงได้แก่ ตับแข็ง หรือตับอักเสบ ตั้งครรภ์
๖.Human chorionic gonodotropinm [HCG] ปกติสารนี้จะสร้างจากรก ดังนั้นคนตั้งท้องจะพบว่าสูง มะเร็งที่ทำให้ค่าตัวนี้สูงได้แก่มะเร็ง มดลูก แต่ก็อาจะพบสูงในมะเร็งตับ กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ปอด การสูบฝิ่น
๗ .CA19-9 สารตัวนี้จะสูงในโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ตับอ่อน กระเพาะอาหาร และถุงน้ำดี ภาวะอื่นที่ทำให้ค่านี้สูงได้แก่ ตับอ่อนอักเสบ ตับแข็ง นิ่วในถุงน้ำดี ถุงน้ำดีอักเสบ
๘.CA15-3สารนี้เป็นตัวที่ติดตามโรคมะเร็งเต้านมได้ดีที่สุดโดยเฉพาะมะเร็งเต้านมที่แพร่กระจายแล้ว เพราะมะเร็งในระยะเริ่มแรกค่าสารนี้จะไม่สูง
๙.CA27-29 ช่วยในการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมโดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับการทำ mammogram
       โรคมะเร็งร้ายกาจมากครับบางคนถือเป็นโรคเวรโรคกรรม ก็ช่วยกันหาสิ่งดีๆมาเป็นแง่มุมในการศึกษาเพื่อต่อกรกับมัน ใครมีอะไรดีๆแนะผมได้ด้วยความยินดี แรงบันดาลใจของผมคือสืบเสาะหาหมอดียาดี มาฝากทุกท่าน เพื่อช่วยเหลือเป็นข้อมูลทางเลือกในการตัดสินใจ ก็คงไม่ต้องเชื่อผมหมดหรอกครับ อย่างน้อยก็เป็นกรณีศึกษา หากผิดพลาดหรือไม่ถูกใจบ้าง ผมรับผิดผู้เดียว ฮ่าๆๆ
       “มะเร็ง” เป็นโรคที่ทุกคนภาวนาให้ไม่เกิดขึ้นกับตัว แต่ชีวิตก็ยากกำหนด ความรู้เท่านั้นที่จะช่วยให้เราเท่าทันโรคภัย สู้และอยู่กับมันได้อย่างราบรื่นที่สุด โดยเฉพาะคนที่เลี่ยงไม่ได้กับโรคมะเร็ง ความน่ากังวลของโรคนี้คือการที่เกิดขึ้นกับอวัยวะสำคัญๆ และการกระจายตัวไปสู่อวัยวะอื่นๆ รวมทั้งกระดูกด้วย
      โรคมะเร็งที่แพร่กระจายมาที่กระดูกจัดเป็นโรคที่พบบ่อย จากข้อมูลของประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าในแต่ละปีจะมีผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นประมาณ ๑.๒ ล้านคน และประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ คนจะมีมะเร็งแพร่กระจายมาที่บริเวณกระดูก กระดูกเป็นอวัยวะที่มีการแพร่กระจายของมะเร็งเป็นอันดับที่ ๓ รองลงมาจากปอด และตับ
     มะเร็งที่มักแพร่กระจายมายัง
บริเวณกระดูก คือ มะเร็งของเต้านม ปอด ต่อมลูกหมาก ต่อมธัยรอยด์และไต พบในเด็กน้อยกว่าผู้ใหญ่ มักจะพบในคนที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป และพบในผู้ชายมากกว่าหญิง ตำแหน่งของกระดูกที่มีการแพร่กระจายของมะเร็งมักเป็นกระดูกบริเวณแกนกลางของร่างกาย เช่น กระดูกสันหลัง กระดูกซี่โครง และกระดูกเชิงกราน ส่วนในกระดูกระยางค์ มักพบในบริเวณกระดูกต้นขาส่วนต้น และกระดูกต้นแขนส่วนต้น ในกรณีที่มะเร็งมาที่กระดูกคนที่เป็นมะเร็งปอดมีแนวโน้มของโรคที่แย่ที่สุดกว่ามะเร็งชนิดอื่น 
     การรักษามะเร็งนอกจากการรักษาด้วยหยูกยาแล้ว ต้องช่วยกันรักษาทางจิตใจด้วย การให้กำลังใจคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ทั้งแพทย์และญาติผู้ดูแลสามารถช่วยกันได้ ยิ่งผู้ที่เป็นมะเร็งมีความศรัทธาต่อทีมผู้รักษา ก็จะยิ่งช่วยกันสร้างความรู้สึกให้เขารู้สึกว่าตนเองมีค่า ช่วยฟื้นฟูจิตวิญญาณ โดยการดึงความภาคภูมิใจที่เขามีอยู่ให้กลับคืนมา...พลังใจมีอำนาจยิ่งใหญ่เสมอ คนเราอาจจะชนะโรคภัยได้ด้วยหัวใจอันเข้มแข็งครับ
     สุดท้ายขอคารวะดวงวิญญาณของพ่อเลี้ยง ที่ได้ช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งคนแล้วคนเล่า อย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย จนวินาทีสุดท้ายของชีวิต หลับให้สบาย แล้วผมจะตามท่านไป ฮ่าๆๆ
                                    -------------------------------------------------------------
๑๙ สค.๒๕๕๗
  


 

blog comments powered by Disqus